เราจะเรียนศิลปะไปเพื่ออะไรกันนะ ?

What is the purpose of studying art?

เชื่อเลยว่า หลายๆ คนต้องเคยถามคำถามนี้ เพราะรู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ หรือถ้าแรงหน่อยก็คือเรื่องไร้สาระนั่นเอง แต่คุณไม่คิดบ้างหรือว่า ถ้าศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ หรือเรื่องไร้สาระ เราจะมีวิชาศิลปะขึ้นมาทำไม และบทความนี้เราจึงได้รวบรวมเหตุผลที่เราควรเรียนศิลปะมาฝาก หากเพื่อนๆ อ่านบทความนี้จบ รับรองว่าภาพมองศิลปะของเพื่อนๆ นั้นจะเปลี่ยนไปแน่นอน

เราจะเรียนศิลปะไปเพื่ออะไรกันนะ ?

  • เหตุผลที่เราควรเรียนศิลปะ คือ ฝึกความคิดสร้างสรรค์ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์นั้น ไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกทางด้านศิลปะ คือว่าการวาดภาพอย่างเดียว แต่มันสามารถแสดงออกได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร การประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ก็ล้วนมีพื้นฐานมาจากความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น คนที่มีไอเดียเหล่านี้ ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหน ก็จะมีแต่คนอยากจะได้ไปทำงานด้วยทั้งนั้น เพราะมันมีคุณค่าต่องานที่ทำมาก
  • เหตุผลที่เราควรเรียนศิลปะ คือ เป็นการฝึกจิตใจคน คนที่เรียนศิลปะ หรือว่าชื่นชอบง่านศิลปะนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเนคนที่จิตใจดี จิตใจอ่อนโยนทั้งสิ้น ไม่มีใครที่คิดร้าย และสิ่งเหล่านี้เอง มันทำให้คนมองเห็นความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น เมื่อเราได้เสพงานศลิปะบางอย่างที่มันมีคุณค่า เพียงแค่ภาพหนึ่งภาพ มันก็สามารถเปลี่ยนคนทั้งคนได้เหมือนกัน เพราะภาพเหล่านั้น มันสื่อความหมายได้มากกว่าหนังสือทั้งเล่มด้วยซ้ำ ถ้าเรารู้จักมองให้ลึกลงไปในแต่ละภาพ ที่ศิลปินคนนั้นเขาแสดงออกมา
  • เหตุผลที่เราควรเรียนศิลปะ คือ ทำให้มีสมาธิมากขึ้น คนที่ชอบการวาดภาพ ไม่จำเป็นจะต้องวาดภาพสวยหมดทุกคน หรือว่าการทำอะไรก็ตาม ที่มันเกี่ยวกับงานศิลปะ ไม่จำเป็นต้องทำออกมาให้สวยให้ดีเลิศเหมือนกับศิลปินก็ได้ เพราะเพียงแค่เรามีความชอบ หรือว่ามีความสุขกับสิ่งที่เราทำ มันก็ดีแล้ว และการฝึกทำงานศิลปะทุกอย่าง มันยังช่วยทำให้เราเป็นคนที่มีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย บางคนที่นั่งวาดภาพคนเดียวได้นานๆ นั่นก็คือคนที่มีสมาธินั่นเอง และไม่ว่าจะไปทำงานอะไรต่อ สมาธิที่เราฝึกได้มาจากการทำงานศิลปะ มันก็จะติดตัวไปด้วย

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือ เหตุผลที่เราควรเรียนศิลปะ จะเห็นได้เลยว่า การเรียนศิลปะนั้นไม่ใช่แค่การผ่อนคลาย แต่การเรียนศิลปะเปรียบเสมือนการชะล้างจิตใจของเรานั่นเอง

ทำความรู้จักศิลปะคลาสสิกในสมัยเรเนซอง

Classical art of the Renaissance

ในบรรดาสถาปนิกยอดเยี่ยมของสมัยเรเนซอง ชื่อของ ‘อันเดรดา ปัลลาดิโย’ (Andrea Pailadio) ย่อมปรากฏเด่นชัดไม่เป็นสองรองใครแม้จะมาทีหลัง แต่ความดังในระดับสากลนั้นกลับก้าวไกลและทิ้งห่างสถาปนิกและศิลปินแห่งยุคสมัยอีกหลายคน เช่น มิเคลันเจโล บรามันเต บรูเนเลสซิ เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากแนวคิดของเขาได้มีผู้สืบทอดและสานต่อไปในระยะยาวและยืนยง

‘ปัลลาดิโย’ เป็นชาวเมืองเวนิช มีความรอบรู้ในทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมโรมันเป็นอย่างดี เขาได้นำรูปแบบและความคิดของศิลปะคลาสสิกโบราณมาหลอมรวมกับอิทธิพลของสองสถาปนิกใหญ่ที่ร่วมยุคสมัยของตนอย่าง บรามันเต และ อัลแบร์ตี จนเกิดเป็นลักษณะเฉพาะทางศิลปกรรมของตนเอง

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของปัลลาดิโยมีลักษณะเรียบง่าย บริสุทธิ์ และปราศจากความงามที่ไม่แน่นอน อาคารดูนิ่งสงบแต่มิได้ดูแห้งแล้ง จังหวะจะโคนและเส้น รวมทั้งรูปร่างเต็มไปด้วยความถูกต้อง จุดเด่นของเขาอยู่ที่การดัดแปลงมุขที่ยืนออกด้านหน้าซึ่งเคยมีขนาดต่ำและกว้างของสถาปัตยกรรมกรีก-โรมันโบราณให้มีความสูงสง่าและแคบลง ขณะเดียวกันยังนิยมใช้เสาให้ตั้งเรียงรายเพิ่มความสะดุดตาขึ้นมาอีก ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความงามอันสมบูรณ์  ตามหลักทฤษฎีสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่กล่าวถึงความงามที่ถูกจัดวางอย่างมีความสมเหตุสมผล

ใน ค.ศ. 1570 ปัลลาดิโยได้สร้างคุณประโยชน์ต่อวงการสถาปัตยกรรมอย่างมหาศาล เมื่อเขาได้เขียนเอกสารทางวิชาการขึ้น ชื่อ “I Quattro Libri dell’ Architetura” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ตำราสี่เล่มเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม” แสดงทัศนะส่วนตัวว่าด้วยข้อคิดต่อหลักทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในวงการสถาปัตยกรรมยุโรปและอเมริกาในสมัยต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ‘ไฮนิโก โจนส์’ สถาปนิกคนสำคัญของอังกฤษได้นำไปใช้จนกลายเป็นรูปแบบทางศิลปกรรมแบบคลาสสิกในอังกฤษ ความมีอิทธิพลของงานเขียนของปัลลาดิโยนั้นส่งผลอย่างมากให้เกิดการก่อตั้งกลุ่ม ‘กลุ่มปัลลาเดียน’ (Palladian style) ในเวลาต่อมา

กลุ่มปัลลาเดียนเคลื่อนไหวอยู่ในอังกฤษราวช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18ต่อมาแผ่ขยายไปทั่วยุโรปและข้ามไปถึงทวีปอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้เรานิยมเรียกสถาปัตยกรรมแบบปัลลาเตียนในยุคหลังๆนี้ว่า นีโอปัลลาเตียนในที่สุด

สำหรับประเทศไทย ผู้นำแนวคิด “นีโอปัลลาเตียน” เข้ามากลุ่มแรกคือกลุ่มสถาปนิกอังกฤษราวช่วงรัชกาลที่ 4 โดยสถาปนิกกลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางมาจากอังกฤษโดยตรง แต่เป็นกลุ่มช่างที่มีประสบการณ์ในการก่อสร้างอาคารราชการในประเทศอาณานิคมอย่างชวา สิงคโปร์ ปัตตาเวียมาก่อน โดยอาคารที่เป็นตัวอย่างในกลุ่มนี้และเป็นอาคารเก่าที่สุดที่หลงเหลืออยู่ ได้แก่ พระราชวังสราญรมย์ ปัจจุบันคือกระทรวงการต่างประเทศ สร้างขึ้นตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นช่วงเวลาที่ไทยเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับอังกฤษอย่างแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ก่อนเข้ายุคสมัยของสถาปนิกอิตาลีในราวรัชกาลที่ 5

จะเห็นได้ว่าศิลปะคลาสสิกนั้น เป็นสถาปัตยกรรมและงานศิลปะที่กระจายไปทั่วโลก สิ่งนี้นับรวมไปถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลของศิลปะที่เรียกว่าคลาสสิกนั้นด้วย ก่อนที่งานประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จะสร้างยุคสมัยคลาสสิกของไทยเองขึ้นในราวรัชกาลที่ 4-5 อย่างเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา

การพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อย

Your little one's artistic side

บทความนี้เราจะมาว่ากันถึงพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยกัน ซึ่งแต่ละพัฒนาการก็จะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป ว่าแล้วก็อย่ามัวเสียเวลา เราไปดูกันเลยดีกว่าว่าพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยตามแต่ระยะเวลาจะมีพัฒนาการไปด้านใดแบบไหนกันบ้าง

การพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อย

  • พัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยระยะทารก (0-2ปี) ระยะขวบแรกที่เด็กจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส ดู-ฟัง-รับรส-สัมผัส-กลิ่น จากการกอดรัดสัมผัส พูดคุยเล่นด้วย การดูดนมแม่ การมองเห็นสิ่งของ ดังนั้น Sensory Play หรือการเล่นที่ส่งเสริมให้เด็กสำรวจสิ่งรอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จึงเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็กได้เป็นอย่างดี
  • พัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยวันเริ่มต้น (2-3ปี) เป็นวัยที่เด็กๆจะได้เริ่มเรียนรู้ที่จะกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง หากได้รับการสนับสนุน การกระตุ้นให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตนเองพอสมควรนั้น จะทำให้เด็กได้มีการพัฒนาทางด้านสมองและร่างกายไปในตัว เช่นการพัฒนาและส่งเสริมกล้ามเนื้อมือมัดเล็ก (Fine-Motor Skill), ประสาทสัมผัสและการรับรู้ (Sensation and Perception), การทำงานประสานกันระหว่างมือกับตา (Hand-Eye Coordination) การเรียนรู้จักใช้อุปกรณ์ศิลปะที่หลากหลายและแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น การนำมาถือจับ เขียน ขูด ขีด ลาก วาด แม้จะดูไม่ออกว่าเป็นรูปเป็นร่างอะไร แต่นั่นคือการพัฒนาศักยภาพอย่างนึงของเด็กๆ
  • พัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยระยะก่อนไปโรงเรียน (4-7ปี) เด็กๆ จะเริ่มมีความคิดริเริ่ม เริ่มเรียนรู้กว้างขวางเพราะเริ่มเจอสังคมที่กว้างขึ้น ความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียน มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบลองอะไรใหม่ๆ เร่ิมได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ เด็กจะเริ่มมีความมั่นใจ การซักถาม เริ่มแก้ปัญหา เริ่มขีดเขียนวาดภาพที่มีความหมาย เข้าใจการแทนค่าด้วยสัญลักษณ์ สื่อความหมายต่างๆได้ แต่การวาดภาพก็ยังจะยังไม่เหมือนจริงนัก
  • พัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยระยะเข้าโรงเรียน (7-12ปี) เด็กๆจะเริ่มมีความเอาการเอางานมากขึ้น เรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์ พยายามทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง เริ่มวาดภาพได้คล้ายของจริง หรือวาดลอกเลียนแบบสิ่งที่เห็นได้

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็คือ พัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้นั่นเอง ทั้งนี้ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการด้านต่างๆ รวมถึงด้านศิลปะของลูกน้อยเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ไม่มากก็น้อยนะ

จิตรกรรมฝาผนัง

Mural painting

จิตรกรรม เป็นงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการวาด ระบายสี และการจัดองค์ประกอบความงามอื่น เพื่อให้เกิดภาพ 2 มิติ ไม่มีความลึกหรือนูน จิตรกรรมก็มีอยู่ด้วยหลายแขนง แต่วันนี้เราจะขอมาพูดถึงจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นภาพเขียนหลายชนิดที่เขียนบนปูนบนผนังหรือเพดาน เทคนิคที่นิยมกัน คือ การวาดภาพบนผนังปูนปลาสเตอร์เปียก (fresco) โดยที่คำว่า “fresco” มาจากภาษาอิตาลี “affresco” ซึ่งมาจากคำว่า “fresco” หรือ “สด” รากศัพท์มาจากภาษาเยอรมัน

ประเภทของจิตรกรรมฝาผนัง

  1. จิตรกรรมปูนเปียก (Buon fresco)

เป็นจิตรกรรมที่ใช้สีผสมน้ำแล้ววาดลงบนปูนปลาสเตอร์ หรือ lime mortar ที่ปาดไว้บาง ๆ บนผนังที่ภาษาอิตาลีเรียกว่า“อินโทนาโค” เมื่อทาสีลงไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้อะไรทาเคลือบให้สีติดเพราะปูนปลาสเตอร์จะมีปฏิกิริยาเคมีกับสีติดปูน เมื่อทาสีจะซึมลงไปในปูนที่ยังชื้นพอปูนแห้งก็จะมีปฏิกิริยาเคมีกับอากาศทำให้สีติดผนังได้อย่างถาวร

  1. จิตรกรรมปูนแห้ง (A Secco)

จิตรกรจะผสมสีกับสารที่ทำให้ติดผนังเช่นไข่ กาว หรือ น้ำมัน เพื่อให้สียึดติดกับผนัง สิ่งที่ควรจะสังเกตคือความแตกต่างระหว่างจิตรกรรมปูนแห้งที่วาดทับบนจิตรกรรมปูนเปียกซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา และจิตรกรรมปูนแห้งที่วาดบนผนังเปล่า ซึ่งโดยปกติแล้วจิตรกรรมประเภทนี้จะมีความทนทานน้อยกว่าปูนเปียก เพราะเป็นการวาดทับภายหลังเพราะจิตรกรรมปูนแห้งจะติดผนังที่ไม่เรียบได้ดีกว่าผนังที่เรียบ

  1. จิตรกรรมปูนชื้น (mezzo-fresco)

จะเป็นการวาดรูปบนผนังปูนที่ใกล้จะแห้ง-ตามที่อิกนาซิโอ พ็อซโซอธิบายไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ว่าเพื่อจะพอให้สีซึมลงไปในเนื้อปูนเพียงเล็กน้อย พอมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 วิธีนี้ก็ใช้แทนที่จิตรกรรมปูนเปียกเป็นส่วนใหญ่ จิตรกรที่ใช้วิธีนี้ก็มีจิโอวานนิ บัตติสตา ติเอโปโล ระหว่างสามวิธีนี้ งานที่ทำโดยวิธีปูนแห้งล้วนจะทำได้เร็วกว่าวิธีอื่น ถ้ามีอะไรผิดก็แก้ง่ายและความแตกต่างของสีที่ทาลงไปกับเวลาที่สีแห้งจะน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น

ในประเทศไทยเรานั้นมีการปรากฏของจิตรกรรมฝาผนังมานานแล้ว เช่น ปรากฏหลักฐานภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เขาเขียน จังหวัดพังงา ที่ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ และอีกหลายแห่งในบริเวณภาคใต้ ได้แก่ จิตรกรรมสมัยศรีวิชัย ที่ถ้ำศิลป์ จังหวัดยะลา ซึ่งภาพส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติและพระพุทธรูป แต่จากหลักฐานเหล่านี้ก็ทราบได้เพียงว่าการวาดภาพระบายสีของไทยมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาเท่านั้น 

ชวนชมศิลปะสุโขทัย

Come and admire Sukhothai art.

เราคนไทยทุกคนต่างก็ทราบกันดีกว่าอาณาจักรสุโขทัยนั้นเป็นอาณาจักรแรกของบ้านเรา ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่มีความสวยงาม และยังคงอยู่จนถึงในปัจจุบัน ซึ่งโบราณสถานเหล่านั้นก็มีความสัมพันธ์กับศิลปะ ซึ่งศิลปะสุโขทัย เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18–19 ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบเถรวาทซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ดังปรากฏในโบราณสถานหลายแห่งที่มีแนวความคิดและลักษณะรูปแบบคล้ายกับสถาปัตยกรรมลังกา นอกจากนี้ยังได้ผสมผสานกับศิลปะอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ขอม และจีน วันนี้เราจะชวนไปดูโบราณสถานสุโขทัย ไปเรียนรู้ศิลปะยุคสุโขทัยกันเลย

  1. วัดมหาธาตุ

เป็นวัดขนาดใหญ่ที่สำคัญที่สุดแห่ง(อดีต)อาณาจักรสุโขทัย มีเจดีย์อยู่มากมายรวมแล้วกว่า 200 องค์ โดยมีเจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรง“ดอกบัวตูม” หรือ “ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์” ที่คงความเป็นเอกลักษณ์และความคลาสสิกแห่งงานสถาปัตยกรรมสุโขทัยอย่างเด่นชัด สืบตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

  1. วัดศรีชุม

เป็นวัดดังที่เมื่อไปสุโขทัยจะต้องไปชมให้ได้ เป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ คือ พระพุทธอจนะ ซึ่งจะประดิษฐานอยู่ภายในวิหารรูปสี่เหลี่ยมคล้ายมณฑปอีกที แต่น่าเสียดายที่ส่วนหลังคาได้พังทลายลงมาเหลือเพียงผนังสี่ด้านเท่านั้น มีช่องทางผนังด้านใต้ให้คนสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมภายในได้

  1. วัดศรีสวาย

มีความเชื่อว่าแต่เดิมเคยเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูมาก่อนแล้วแปลงเป็นพุทธสถาน โดยต่อเติมวิหารขึ้นที่ด้านหน้าเป็นวัดในพุทธศาสนาในภายหลัง โดดเด่นไปด้วยพระปรางค์ 3 องค์เรียงกัน ศิลปะแบบลพบุรี บนยอดขององค์ปรางค์มีลวดลายปูนปั้นบางส่วนที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์สวยงาม อีกทั้งยังมีการค้นพบทับหลังสลักรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูปและศิวลึงค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัดนี้เคยเป็นเทวสถานของพราหมณ์มาก่อนแล้วจึงแปลงเป็นพุทธสถาน

  1. วัดสะพานหิน

อยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเช่นกัน ความโดดเด่นของวัดสะพานหินแห่งนี้ก็คือ พระพุทธรูปยืน ปางประทานอภัย สูงกว่า 12.50 เมตร มีพระนามว่า พระอัฎฐารส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประทับยืนที่นิยมสร้างกันในสมัยสุโขทัย และมีอายุมากกว่า 700 ปีเลยทีเดียว อีกทั้งพระพุทธรูปยืนนี้ ยังถูกกล่าวถึงในศิลาจารึกหลักที่ 1 อีกด้วย

  1. วัดช้างล้อม

เป็นวัดในเขตนอกกำแพงเมืองทางฝั่งตะวันออก เชื่อว่าสร้างเพื่ออุทิศให้กับพระมหาธรรมราชาที่ 1 ราวศตวรรษที่ 20 จุดเด่นที่ตัวเจดีย์ทรงลังกา หรือระฆังคว่ำ มีช้างล้อมรอบคล้ายคลึงกับเจดีย์วัดสรศักดิ์ และเจดีย์วัดช้างล้อม อีกแห่งในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย แต่ที่นี่จะต่างกันตรงที่มีฐานช้างล้อมสูงสองชั้น ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยรอบฐานประกอบด้วยช้างจำนวน 32 เชือก และยังมีฐานกำแพงแก้วก่อด้วยอิฐล้อมรอบ

ใครที่ชอบศึกษาศิลปะในยุคประวัติศาสตร์ ก็สามารถเดินทางไปที่สุโขทัย เพื่อไปดูของจริง แล้วจะรู้สึกทึ่งมากๆ 

ชวนดูสถาปัตยกรรมตะวันตกในไทย

western architecture

สถาปัตยกรรมตะวันตกที่ปรากฎในประเทศไทยนั้นได้สะท้อนห้วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง และวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ดึงดูดสถาปนิกมือหนึ่งจากยุโรปที่ตามเข้ามาแสวงหาชื่อเสียงและลาภยศให้ตนเอง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่  5 ด้วยการรับเอาอารยธรรมตะวันตกเป็นแม่แบบใบการพัฒนา ทำให้เกิดการส่งเสริมศิลปะรูปแบบใหม่ทั้งการนำเข้าศิลปินสาขาต่างๆ ตลอดจนผลงานศิลปะจากยุโรปโดยตรง ทั้งจากความพยายามดัดแปลงประยุกต์ศิลปะยุโรปให้เข้ากับเอกลักษณ์ศิลปะแบบไทยด้วย วันนี้จะพาไปดูสถาปัตยกรรมตะวันตกที่ประจักษ์อยู่ในประเทศไทยกันเลย

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ อดีตเป็นโรงกษาปณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 มี รูปแบบอาคารเป็นแบบนีโอปัลลาเดียน กลุ่มอาคารจะล้อมรอบลานโล่ง มุขกลางด้านหน้าอาคารเป็นหลังคาทรงจั่วแบบกรีก ให้ความรู้สึกเคร่งขรึม จริงจัง มีจุดเด่นที่ผนังหน้าจั่วประดับปูนปั้นตราแผ่นดิน ขนาบข้างด้วยลายพันธุ์พฤกษาทำให้ดูสวยงามมากๆ 

  1. พระราชวังสราญรมย์

เป็นวังที่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 4 มื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นศาลาว่าการต่างประเทศ และยังใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอีกด้วย พระราชวังอิฐถือปูน 2 ชั้น ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เดิมสร้างแบบนีโอปัลลาเดียน เสามีทั้งแบบกรีกและโรมัน หน้าต่างชั้นล่างเป็นซุ้มโค้ง ชั้นบนเป็นสี่เหลี่ยม โดยเลียนแบบการก่อหินทั้งสองชั้นให้ดูมั่นคงหนักแน่น แต่เมื่อปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้รับการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบวิลล่าอิตาลี ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอลังการเข้าไปด้วย

  1. กระทรวงกลาโหม

ที่แห่งนี้เดิมทีเป็นโรงทหารม้าในรัชกาลที่ 4 ออกแบบโดยช่างชาวอิตาลี นี้เป็นสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกแบบนีโอปัลลาเดียน ศิลปะแบบโรมันผสมกับคลาสสิก เน้นความสง่าของหน้าบันทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วตรงกลาง ใต้จั่วเป็นเสาแบบเสาดอริก สิ่งที่โดดเด่นคือการตกแต่งปูนปั้นเหนือช่วงหน้าต่างทั้ง 3 ชั้น เห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ดูรวมๆ แล้วลงตัวสุดๆ 

  1. ตึกแถวหน้าพระลาน

สถาปัตยกรรมของตึกแถวหน้าพระลานโดยรวมเป็นแบบนีโอคลาสสิก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ขนาด 29 ห้อง ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่หน้าพระบรมหาราชวัง ตึกแถวชุดนี้จึงทำอย่างประณีตงดงามเป็นพิเศษ ด้านหน้าชั้น 2 ของตึกแถวคูหากลางและคูหาปลายทั้ง 2 ข้าง มีระเบียงยื่นออกมาจากตัวอาคาร มีลักษณะเด่นที่เสากลมประดับ ชั้นล่างเป็นเสาแบบดอริก รองรับชั้นบนซึ่งทำเสาแบบไอโอนิก หน้าบันเป็นรูปสี่เหลี่ยมยอดโค้งแบน มีโถประดับที่ปลาย และมีลูกกรงระเบียงเตี้ยๆ ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกประกอบอยู่ด้วย

และนี่ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทย ซึ่งใครที่เรียนด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตย์ ก็ควรจะไปดูเพื่อให้เกิดความกระจ่างช่วยในการเรียนได้ 

ทำความรู้จัก โขน นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย

Khon Thailand's High Art of Dance-Drama

โขน เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่รวมของศิลปะหลายแขนง และเป็นเอกลักษณ์ที่ มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ ในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับนาฏศิลป์แขนงนี้กันเพิ่มเติม 

โขน

โขน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย การแสดงประเภทหนึ่งที่ใช้ท่ารำตามแบบละครใน แตกต่างเพียงท่ารำที่มีการเพิ่มตัวแสดง เปลี่ยนทำนองเพลงที่ใช้ในการดำเนินเรื่องไม่เหมือนกับละคร แสดงเป็นเรื่องราวโดยลำดับก่อนหลังเหมือนละครทุกประการ ซึ่งไม่เรียกการแสดงเหล่านี้ว่าละครแต่เรียกว่าโขนแทน ซึ่งโขนเป็นจุดศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนงเช่น วรรณกรรม วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ โดยนำเอาวิธีเล่นและการแต่งตัวบางชนิดมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ มีท่าทางการต่อสู้ที่โลดโผน ท่ารำ ท่าเต้นเช่น ท่าปฐมในการไหว้ครูของกระบี่กระบอง รวมทั้งการนำศิลปะการพากย์ การเจรจา หน้าพาทย์และเพลงดนตรีเข้ามาประกอบการแสดง

ประเภทของโขน

  1. โขนกลางแปลง

เป็นการแสดงโขนบนพื้นดินกลางสนามหญ้า นิยมแสดงกลางแจ้ง ไม่มีเวที เชื่อว่าในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้จัดให้มีการแสดงโขนกลางแปลงขึ้นเนื่องในงานฉลองพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชนกาธิราช และมีการสันนิฐานว่า โขนกลางแปลงคงจะมีแต่การยกทัพและการรบกันเป็นพื้น พลงดนตรีก็มีแต่เพลงหน้าพาทย์ และมีบทพาทย์เจรจาเท่านั้นไม่มีการขับร้อง

  1. โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว  

เป็นการแสดงบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน)  มีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราวแทนเตียง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อง  ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่พาทย์ ๒ วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึงเรียกว่าวงหัวและวงท้าย หรือวงซ้ายและวงขวา

  1. โขนโรงใน 

โขนที่นำศิลปะของละครในเข้ามาผสม  โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง ๒ วงผลัดกัน  การ แสดงก็มีทั้งออกท่ารำเต้น ทีพากย์และเจรจาตามแบบโขน กับนำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการ ของดนตรีแบบละครใน และมีการนำระบำรำฟ้อนผสมเข้าด้วย

  1. โขนหน้าจอ

โขนที่แสดงตรงหน้าจอ ซึ่งแต่เดิมขึงไว้สำหรับแสดงหนังใหญ่ ทำด้วยผ้าโปร่งสีขาวสองข้างทั้งซ้ายและขวาเจาะช่องทำเป็นประตูสำหรับผู้แสดงเข้าออก ต่อจากประตูออกไปทางขวาของเวทีเขียนเป็นภาพพลับพลาของพระราม ทางด้านซ้ายของเวทีเป็นภาพปราสาทราชวัง สมมุติเป็นกรุงลงกาหรือเมืองยักษ์ปี่พาทย์ประกอบการแสดงใช้ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ หรือเครื่องคู่ มีพากย์เจรจาและขับร้อง

  1. โขนฉาก  

เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีผู้คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ ส่วนวิธีแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่มีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอน เป็นฉาก และจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง

ทำความรู้จักศิลปะล้านนา

Get to Know Lanna Art

เมื่อเอ่ยถึงความเป็นล้านนา หลายคนก็คงนึกภาพความอ่อนช้อย งดงาม และอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งศิลปะวัฒนธรรมล้านนานั้นเราจะพบได้บริเวณจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย วันนี้เรามารู้จักกับศิลปะล้านนาเพิ่มเติมก่อนดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

ศิลปะล้านนาคืออะไร

ศิลปะล้านนา หรือ ศิลปะเชียงแสน หมายถึง ศิลปะในเขตภาคเหนือทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24 คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่าอาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาท รูปแบบศิลปะล้านนา มีดังนี้ 

  1. สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมล้านนาในช่วงยุคทองมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเผย แพร่พุทธศาสนาลังกาวงส์ หรือ นิกายรามัญ ได้แรงบันดาลใจทั้งจากงานสถาปัตยกรรมในยุคก่อน อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมภายนอกดังเช่นสุโขทัย พม่าสมัยพุกาม เป็นต้น เจดีย์ที่สืบทอดรูปแบบในช่วงก่อน ตัวอย่างเช่น เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน คงสืบทอดรูปแบบเจดีย์ทรงปราสาทแบบเจดีย์กู่กุดและกู่คำ นอกจากนั้นยังพบกลุ่มเจดีย์ทรงระฆังที่เริ่มปรับรูปแบบจากผังกลมไปเป็นผัง หลายเหลี่ยม นั่นเอง 

  1. จิตรกรรม

จิตรกรรมในศิลปะล้านนาพบงานเขียนบนผืนผ้าหรือ พระบฏ เพื่อแขวนไว้ในอาคาร พระบฏที่เก่าที่สุดพบจากกรุวัดเจดีย์สูง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจิตรกรรมบนผนังอาคารเก่าที่สุด คือภาพอดีตพุทธในกรุเจดีย์วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ บ้างว่าเก่าที่สุดอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนบนไม้ 

  1. ประติมากรรม

ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า พระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสน แบ่งออกเป็น พระพุทธรูปสิงห์ 1 มีลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง พระพักตร์กลม อมยิ้ม ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีดอกบัวตูม พระวรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน พระพุทธรูปสิงห์ 2 มีลักษณะประทับขัดสมาธิราบ พระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก รัศมีเป็นเปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ เอวเล็ก ชายสังฆาฏิ เส้นเล็กยาวมาจนถึงพระนาภีได้รับอิทธิพลสุโขทัย

แหล่งชมศิลปะล้านนาในประเทศไทย

  1. วัดป่าดาราภิรมย์ ต.ริมใต้. อแม่ริม. จเชียงใหม่

พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่อำแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่สงบ เป็นสปายะในการบำเพ็ญกรรมฐาน และมีพระสงฆ์ได้เข้ามาบำเพ็ญกรรมฐาน ณ ที่แห่งนี้ เมื่อชาวบ้านในละแวกเห็นแล้วได้เกิดศรัทธา จึงได้ร่วมกันสร้างเสนาสนะต่างๆ เพื่อให้คณะสงฆ์ได้ใช้ในกิจการสงฆ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 เจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ ทายาทของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้ถวายที่ดินดังกล่าวซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานพระตำหนักเจ้าดารารัศมีให้แก่วัด

  1. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จ.ลำปาง

วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ตั้งอยู่ใน อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง สิ่งที่โดดเด่นของวัดแห่งนี้คือ เจดีย์เล็กๆ สีขาว ที่ถูกสร้างขึ้นบนยอดภูเขา ถ้ามองจากระยะไกลจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นอย่างมาก เพราะวัดแห่งนี่จะถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่  ซึ่งวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์แห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทอีกด้วย

เทคนิคการวาดภาพเสมือนจริง

Realistic drawing techniques

การวาดภาพเสมือนจริง นั้นต้องมีการเรียนรู้ในเรื่องของทฤษฎี รวมถึงมีการใช้ทักษะและความชำนาญเฉพาะตัว  ต่อให้เป็นศิลปิน จิตรกรหรือผู้รับวาดภาพเหมือนที่สร้างสรรค์งานศิลปะมานาน ก็ใช่ว่าจะวาดภาพเหมือนให้เหมือนจริงได้แบบเป๊ะๆ ทุกคน ดังนั้น ศิลปิน จิตรกรหรือผู้รับวาดภาพเหมือนที่สามารถวาดภาพได้เหมือนจริง จึงต้องเป็นผู้ที่มีทั้งทักษะและความชำนาญมากเป็นพิเศษ นั่นเท่ากับคุณจะต้องมีประสบการณ์ และต้องฝึกฝนการวาดภาพเสมือนจริงอยู่เสมอนั่นเอง ดังนั้นวันนี้เรามาดูเทคนิคง่ายๆ ช่วยฝึกวาดภาพเสมือนจริงกันเลย

  1. ศึกษาเรื่องรูปทรงเรขาคณิต

หลายคนอาจจะไม่เข้าใจในเรื่งนีว่าการภาพเสมือนจริงจะใช้รูปทรงเรขาคณิตได้จริงๆ หรือ แต่จริงๆ แล้วการดูหน้าคนและแปลงชิ้นส่วนต่างๆให้ออกมาเป็นรูปทรงเรขาคณิตจะสามารถเข้าใจได้ง่ายมากกว่า และตอนร่างจะทำให้ได้สัดส่วนสมดุล เหมือนถอดออกแบบมาจากใบหน้าจริงๆ เลยทีเดียว ทั้งยังเป็นการฝึกให้คุณมือนิ่งมากๆ ได้ 

  1. วาด หู ตา จมูก ปาก ซ้ำไปซ้ำมา

เทคนิคเริ่มต้นก็คือการลองวาดส่วนต่างๆ แยกออกมาซ้ำๆ ซึ่งรูปทรงของเหล่านี้ในแต่ล่ะคนก็มีความแตกต่างกันไป ควรวาดแต่ล่ะรูปทรงให้มีความเข้าใจและความชำนาญเสียก่อน แล้วจะทำให้คุณเก่งและมีทักษะในการวาดเพิ่มมากขึ้น

  1. หัดวาดหุ่นเหลี่ยม

หุ่นเหลี่ยมเป็นหุ่นที่ใช้แสดงโครงสร้างหน้าคนในรูปแบบเรขาคณิต ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจในความสัมพันธ์ของส่วนสัดต่างๆของใบหน้าได้ ให้เริ่มหัดวาดหุ่นนี้ก่อน การวาดหุ่นนี้ไม่ใช่แค่วาดแล้วก็จบๆไป แต่เราต้องทำความเข้าใจกับมันด้วย ว่าอะไรอยู่ตรงไหนและความเชื่อมโยงของแต่ละสัดส่วนจะทำให้วาดได้ง่ายขึ้น

  1. มาเริ่มวาดหน้าคนจริงๆ กันเลย

เมื่อเรามีเทคนิค ทักษะพื้นฐานแล้วก็ถึงคราวที่ลงมือวาดหน้าคนจริงๆ โดยเราอาจจะเลือกจากความชื่นชอบหรือคนที่ใบหน้าดูวาดได้ง่ายๆ มีโครงการที่สมส่วนไม่หวือหวาอะไร หรือจะเลือกเป็นดาราศิลปิน คนที่เรารักก็ได้ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเรา แถมยังทำให้ขยันเพิ่มได้ด้วย 

การวาดภาพเหมือนนั้นหลายคนต่างก็พูดว่าไม่มีทางลัด ไม่ว่าเราจะวาดตามหลักการถูกต้องทุกประการแล้วก็ยังคงออกมาไม่สวย หรือได้รับความพึงพอใจ เพราะความยากของการวาดภาพเหมือนคือการมองดูลายละเอียดขอความเป็นจริง ที่ทำให้ยากต่อการวาดภาพ ซึ่งวิธีที่จะทำให้การวาดภาพเหมือนขเงเรานั้นง่าย และดูดีคือการฝึกทักษะ และฝึกฝนอยู่เป้นประจำในทุกๆ วัน เพื่อให้เดิดความชำนาญก็จะเป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยให้วาดภาพเหมือนได้สวยงามและสมจริงมากยิ่งขึ้น

ประเภทของนาฏศิลป์ไทย

Types of Thai Performing Arts

นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะการแสดงประกอบดนตรี เช่น ฟ้อน รำ ระบำโขนหรือความรู้แบบแผนของการฟ้อนรำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเชื่อ นิสัยใจคอของคนในท้องถิ่นไทย หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยความประณีตงดงาม เพื่อให้ความบันเทิง อันโน้มน้าวอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมให้คล้อยตามโดยอาศัยการบรรเลงดนตรี และการขับร้องเข้าร่วมด้วย ซึ่งนาฏศิล์ปไทยนั้นจะแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย และเป็นแหล่งรวมของศิลปะแขนงต่างๆ ที่บอกเลยว่างดงาม และตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่ได้รับชม วันนี้เราจะมาพูดถึงประเภทของนาฏศิลป์ไทยที่หลายคนยังไม่รู้ 

ประเภทของนาฏศิลป์ไทย

  1. โขน

เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์ คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรียกว่า หัวโขน และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วยการเต้นไปตามบทพากย์ การเจรจาของผู้พากย์และตามทำนองเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ เรื่องที่นิยมนำมาแสดง คือ พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ แต่งการเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ที่เป็นเครื่องต้น เรียกว่าการแต่งกายแบบ “ยื่นเครื่อง” มีจารีตขั้นตอนการแสดงที่เป็นแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะพิธีสำคัญได้แก่ งานพระราชพิธีต่าง ๆ

  1. ละคร

เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ซึ่งจะมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่ารำ เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรียกว่า ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เรียกว่า การแต่งการแบบยืนเครื่อง นิยมเล่นในงานพิธีสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก 

  1. รำ และ ระบำ

เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำประกอบเพลงดนตรีและบทขับร้อง โดยไม่เล่นเป็นเรื่องราว ในที่นี้หมายถึงรำและระบำที่มีลักษณะเป็นการแสดงแบบมาตรฐาน 

  • รำ เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คน มีลักษณะการแต่งกายตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราวอาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้ากับทำนองเพลงดนตรี มีกระบวนท่ารำที่เป็นไปตามบทบาทของแต่ละตัวละคร
  • ระบำ ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้เล่นตังแต่ ๒ คนขึ้นไป มีลักษณะการแต่งการคล้ายคลึงกัน กระบวนท่ารายรำคล้าคลึงกัน ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี ซึ่งระบำแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ การแต่งการนิยมแต่งกายยืนเครื่องพระนาง-หรือแต่งแบบนางในราชสำนัก
  1. การแสดงพื้นเมือง

เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำ ระบำ หรือการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ที่ในประเทศไทยเราจะแบ่งออกเป็น 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหลือ กลาง อิสาน และใต้ ซึ่งจะมีบทบาท และลักษณะการแสดง รวมถึงการแต่งกายที่แตกต่างกันไปตามขนมธรรมเนียม สังคม และวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น