Archives June 2023

จิตรกรรมฝาผนัง

Mural painting

จิตรกรรม เป็นงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการวาด ระบายสี และการจัดองค์ประกอบความงามอื่น เพื่อให้เกิดภาพ 2 มิติ ไม่มีความลึกหรือนูน จิตรกรรมก็มีอยู่ด้วยหลายแขนง แต่วันนี้เราจะขอมาพูดถึงจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นภาพเขียนหลายชนิดที่เขียนบนปูนบนผนังหรือเพดาน เทคนิคที่นิยมกัน คือ การวาดภาพบนผนังปูนปลาสเตอร์เปียก (fresco) โดยที่คำว่า “fresco” มาจากภาษาอิตาลี “affresco” ซึ่งมาจากคำว่า “fresco” หรือ “สด” รากศัพท์มาจากภาษาเยอรมัน

ประเภทของจิตรกรรมฝาผนัง

  1. จิตรกรรมปูนเปียก (Buon fresco)

เป็นจิตรกรรมที่ใช้สีผสมน้ำแล้ววาดลงบนปูนปลาสเตอร์ หรือ lime mortar ที่ปาดไว้บาง ๆ บนผนังที่ภาษาอิตาลีเรียกว่า“อินโทนาโค” เมื่อทาสีลงไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้อะไรทาเคลือบให้สีติดเพราะปูนปลาสเตอร์จะมีปฏิกิริยาเคมีกับสีติดปูน เมื่อทาสีจะซึมลงไปในปูนที่ยังชื้นพอปูนแห้งก็จะมีปฏิกิริยาเคมีกับอากาศทำให้สีติดผนังได้อย่างถาวร

  1. จิตรกรรมปูนแห้ง (A Secco)

จิตรกรจะผสมสีกับสารที่ทำให้ติดผนังเช่นไข่ กาว หรือ น้ำมัน เพื่อให้สียึดติดกับผนัง สิ่งที่ควรจะสังเกตคือความแตกต่างระหว่างจิตรกรรมปูนแห้งที่วาดทับบนจิตรกรรมปูนเปียกซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา และจิตรกรรมปูนแห้งที่วาดบนผนังเปล่า ซึ่งโดยปกติแล้วจิตรกรรมประเภทนี้จะมีความทนทานน้อยกว่าปูนเปียก เพราะเป็นการวาดทับภายหลังเพราะจิตรกรรมปูนแห้งจะติดผนังที่ไม่เรียบได้ดีกว่าผนังที่เรียบ

  1. จิตรกรรมปูนชื้น (mezzo-fresco)

จะเป็นการวาดรูปบนผนังปูนที่ใกล้จะแห้ง-ตามที่อิกนาซิโอ พ็อซโซอธิบายไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ว่าเพื่อจะพอให้สีซึมลงไปในเนื้อปูนเพียงเล็กน้อย พอมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 วิธีนี้ก็ใช้แทนที่จิตรกรรมปูนเปียกเป็นส่วนใหญ่ จิตรกรที่ใช้วิธีนี้ก็มีจิโอวานนิ บัตติสตา ติเอโปโล ระหว่างสามวิธีนี้ งานที่ทำโดยวิธีปูนแห้งล้วนจะทำได้เร็วกว่าวิธีอื่น ถ้ามีอะไรผิดก็แก้ง่ายและความแตกต่างของสีที่ทาลงไปกับเวลาที่สีแห้งจะน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น

ในประเทศไทยเรานั้นมีการปรากฏของจิตรกรรมฝาผนังมานานแล้ว เช่น ปรากฏหลักฐานภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เขาเขียน จังหวัดพังงา ที่ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ และอีกหลายแห่งในบริเวณภาคใต้ ได้แก่ จิตรกรรมสมัยศรีวิชัย ที่ถ้ำศิลป์ จังหวัดยะลา ซึ่งภาพส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติและพระพุทธรูป แต่จากหลักฐานเหล่านี้ก็ทราบได้เพียงว่าการวาดภาพระบายสีของไทยมีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาเท่านั้น 

ชวนชมศิลปะสุโขทัย

Come and admire Sukhothai art.

เราคนไทยทุกคนต่างก็ทราบกันดีกว่าอาณาจักรสุโขทัยนั้นเป็นอาณาจักรแรกของบ้านเรา ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่มีความสวยงาม และยังคงอยู่จนถึงในปัจจุบัน ซึ่งโบราณสถานเหล่านั้นก็มีความสัมพันธ์กับศิลปะ ซึ่งศิลปะสุโขทัย เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18–19 ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบเถรวาทซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ดังปรากฏในโบราณสถานหลายแห่งที่มีแนวความคิดและลักษณะรูปแบบคล้ายกับสถาปัตยกรรมลังกา นอกจากนี้ยังได้ผสมผสานกับศิลปะอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ขอม และจีน วันนี้เราจะชวนไปดูโบราณสถานสุโขทัย ไปเรียนรู้ศิลปะยุคสุโขทัยกันเลย

  1. วัดมหาธาตุ

เป็นวัดขนาดใหญ่ที่สำคัญที่สุดแห่ง(อดีต)อาณาจักรสุโขทัย มีเจดีย์อยู่มากมายรวมแล้วกว่า 200 องค์ โดยมีเจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรง“ดอกบัวตูม” หรือ “ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์” ที่คงความเป็นเอกลักษณ์และความคลาสสิกแห่งงานสถาปัตยกรรมสุโขทัยอย่างเด่นชัด สืบตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

  1. วัดศรีชุม

เป็นวัดดังที่เมื่อไปสุโขทัยจะต้องไปชมให้ได้ เป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ คือ พระพุทธอจนะ ซึ่งจะประดิษฐานอยู่ภายในวิหารรูปสี่เหลี่ยมคล้ายมณฑปอีกที แต่น่าเสียดายที่ส่วนหลังคาได้พังทลายลงมาเหลือเพียงผนังสี่ด้านเท่านั้น มีช่องทางผนังด้านใต้ให้คนสามารถเดินเข้าไปเยี่ยมชมภายในได้

  1. วัดศรีสวาย

มีความเชื่อว่าแต่เดิมเคยเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูมาก่อนแล้วแปลงเป็นพุทธสถาน โดยต่อเติมวิหารขึ้นที่ด้านหน้าเป็นวัดในพุทธศาสนาในภายหลัง โดดเด่นไปด้วยพระปรางค์ 3 องค์เรียงกัน ศิลปะแบบลพบุรี บนยอดขององค์ปรางค์มีลวดลายปูนปั้นบางส่วนที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์สวยงาม อีกทั้งยังมีการค้นพบทับหลังสลักรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูปและศิวลึงค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัดนี้เคยเป็นเทวสถานของพราหมณ์มาก่อนแล้วจึงแปลงเป็นพุทธสถาน

  1. วัดสะพานหิน

อยู่ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเช่นกัน ความโดดเด่นของวัดสะพานหินแห่งนี้ก็คือ พระพุทธรูปยืน ปางประทานอภัย สูงกว่า 12.50 เมตร มีพระนามว่า พระอัฎฐารส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประทับยืนที่นิยมสร้างกันในสมัยสุโขทัย และมีอายุมากกว่า 700 ปีเลยทีเดียว อีกทั้งพระพุทธรูปยืนนี้ ยังถูกกล่าวถึงในศิลาจารึกหลักที่ 1 อีกด้วย

  1. วัดช้างล้อม

เป็นวัดในเขตนอกกำแพงเมืองทางฝั่งตะวันออก เชื่อว่าสร้างเพื่ออุทิศให้กับพระมหาธรรมราชาที่ 1 ราวศตวรรษที่ 20 จุดเด่นที่ตัวเจดีย์ทรงลังกา หรือระฆังคว่ำ มีช้างล้อมรอบคล้ายคลึงกับเจดีย์วัดสรศักดิ์ และเจดีย์วัดช้างล้อม อีกแห่งในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย แต่ที่นี่จะต่างกันตรงที่มีฐานช้างล้อมสูงสองชั้น ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ โดยรอบฐานประกอบด้วยช้างจำนวน 32 เชือก และยังมีฐานกำแพงแก้วก่อด้วยอิฐล้อมรอบ

ใครที่ชอบศึกษาศิลปะในยุคประวัติศาสตร์ ก็สามารถเดินทางไปที่สุโขทัย เพื่อไปดูของจริง แล้วจะรู้สึกทึ่งมากๆ 

ประกัน 3+ รูปแบบประกันที่ต้องทำความรู้จัก

รูปแบบประกัน 3+ ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบประกันรถยนต์ที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามและไม่เลือกซื้อเพราะเห็นว่าเป็นรูปแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองน้อย แต่วันนี้เราอยากจะลองแนะนำให้คุณได้ลองเข้ามาทำความรู้จักกับประกัน 3+ อย่างแท้จริง และเพียงเลือกซื้อรูปแบบประกัน 3+ ให้เหมาะสมกับรูปแบบรถยนต์เชื่อได้เลยว่าความคุ้มครองที่คุณจะได้จากประกัน3+ นั้นก็นับว่าเพียงพอต่อรูปแบบความคุ้มครองและความกังวลในการใช้รถใช้ถนน

แม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีรูปแบบประกันรถยนต์หลากหลายประเภทแต่รูปแบบประกันรถยนต์แต่ละประเภทนั้นก็ให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับผู้เอาประกันเองว่าจะเลือกซื้อรูปแบบประกันรถยนต์แบบไหนที่เหมาะสมกับการใช้งานและความต้องการของผู้เอาประกัน

ประกัน 3+ เหมาะกับใคร

อย่างที่ได้เกริ่นกันไปวาดรูปแบบประกันรถยนต์ในปัจจุบันนี้มีหลากหลายรูปแบบและแต่ละรูปแบบนั้นก็ให้ความคุ้มครองที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับลักษณะของรถหรือความต้องการของผู้เอาประกันเองว่าจะเลือกซื้อรูปแบบประกันรถยนต์แบบไหนให้กับตัวเองและคนที่คุณรักบางครั้งการเลือกซื้อประกันรถยนต์ที่มีราคาแพงที่สุดให้ความคุ้มครองมากที่สุดก็ไม่ได้ตอบโจทย์ไปกับรถยนต์ทุกคันดังนั้นในวันนี้เราจึงจะมาแนะนำให้คุณได้ลองเข้ามาทำความรู้จักกับประกัน 3+ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบประกันรถยนต์ที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามแต่เชื่อถือว่าหากคุณได้ลองเข้ามาทำความรู้จักและเลือกซื้อรูปแบบความคุ้มครองประกัน 3+ไปใช้งานกลับรถยนต์ที่เหมาะสมจะช่วยทำให้คุณประหยัดเงินในการเลือกซื้อความคุ้มครองให้กับตัวเองและมั่นใจได้เลยว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรืออุบัติเหตุใดๆในรูปแบบประกัน 3+ ก็เพียงพอต่อความคุ้มครองที่คุณต้องการแล้ว

เนื่องจากความคุ้มครองที่คุณจะได้รับจากรูปแบบประกัน 3 พลัสนี้แม้จะน้อยกว่าประกันชั้น 1 แต่ไม่ว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนเหตุการณ์ไม่คาดฝันอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติรถยนต์ไฟไหม้รถยนต์ถูกขโมยก็ยังคงได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกัน 3+ ที่คุณได้เลือกซื้อไว้ยิ่งถ้าคุณเป็นรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานสูงการเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ที่มีราคาแพงประกัน 3+ นี้ก็ให้ความคุ้มครองและดูแลอย่างครอบคลุมแน่นอนว่าหากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับการเลือกซื้อประกันสัมพัทธ์หรือต้องการใช้บริการเปรียบเทียบราคาเบี้ยประกัน 3+ เพื่อซื้อรูปแบบความคุ้มครองประกันรถยนต์ให้ถูกลงกว่าเดิมสามารถเข้ามาขอคำแนะนำและเลือกซื้อได้ที่เว็บรู้ใจของเรา เราพร้อมให้คำแนะนำในการเลือกซื้อความคุ้มครองที่คุณต้องการ

ชวนดูสถาปัตยกรรมตะวันตกในไทย

western architecture

สถาปัตยกรรมตะวันตกที่ปรากฎในประเทศไทยนั้นได้สะท้อนห้วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมือง และวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ดึงดูดสถาปนิกมือหนึ่งจากยุโรปที่ตามเข้ามาแสวงหาชื่อเสียงและลาภยศให้ตนเอง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่  5 ด้วยการรับเอาอารยธรรมตะวันตกเป็นแม่แบบใบการพัฒนา ทำให้เกิดการส่งเสริมศิลปะรูปแบบใหม่ทั้งการนำเข้าศิลปินสาขาต่างๆ ตลอดจนผลงานศิลปะจากยุโรปโดยตรง ทั้งจากความพยายามดัดแปลงประยุกต์ศิลปะยุโรปให้เข้ากับเอกลักษณ์ศิลปะแบบไทยด้วย วันนี้จะพาไปดูสถาปัตยกรรมตะวันตกที่ประจักษ์อยู่ในประเทศไทยกันเลย

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ อดีตเป็นโรงกษาปณ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 มี รูปแบบอาคารเป็นแบบนีโอปัลลาเดียน กลุ่มอาคารจะล้อมรอบลานโล่ง มุขกลางด้านหน้าอาคารเป็นหลังคาทรงจั่วแบบกรีก ให้ความรู้สึกเคร่งขรึม จริงจัง มีจุดเด่นที่ผนังหน้าจั่วประดับปูนปั้นตราแผ่นดิน ขนาบข้างด้วยลายพันธุ์พฤกษาทำให้ดูสวยงามมากๆ 

  1. พระราชวังสราญรมย์

เป็นวังที่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 4 มื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นศาลาว่าการต่างประเทศ และยังใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอีกด้วย พระราชวังอิฐถือปูน 2 ชั้น ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เดิมสร้างแบบนีโอปัลลาเดียน เสามีทั้งแบบกรีกและโรมัน หน้าต่างชั้นล่างเป็นซุ้มโค้ง ชั้นบนเป็นสี่เหลี่ยม โดยเลียนแบบการก่อหินทั้งสองชั้นให้ดูมั่นคงหนักแน่น แต่เมื่อปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้รับการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบวิลล่าอิตาลี ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอลังการเข้าไปด้วย

  1. กระทรวงกลาโหม

ที่แห่งนี้เดิมทีเป็นโรงทหารม้าในรัชกาลที่ 4 ออกแบบโดยช่างชาวอิตาลี นี้เป็นสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกแบบนีโอปัลลาเดียน ศิลปะแบบโรมันผสมกับคลาสสิก เน้นความสง่าของหน้าบันทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วตรงกลาง ใต้จั่วเป็นเสาแบบเสาดอริก สิ่งที่โดดเด่นคือการตกแต่งปูนปั้นเหนือช่วงหน้าต่างทั้ง 3 ชั้น เห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ดูรวมๆ แล้วลงตัวสุดๆ 

  1. ตึกแถวหน้าพระลาน

สถาปัตยกรรมของตึกแถวหน้าพระลานโดยรวมเป็นแบบนีโอคลาสสิก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ขนาด 29 ห้อง ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่หน้าพระบรมหาราชวัง ตึกแถวชุดนี้จึงทำอย่างประณีตงดงามเป็นพิเศษ ด้านหน้าชั้น 2 ของตึกแถวคูหากลางและคูหาปลายทั้ง 2 ข้าง มีระเบียงยื่นออกมาจากตัวอาคาร มีลักษณะเด่นที่เสากลมประดับ ชั้นล่างเป็นเสาแบบดอริก รองรับชั้นบนซึ่งทำเสาแบบไอโอนิก หน้าบันเป็นรูปสี่เหลี่ยมยอดโค้งแบน มีโถประดับที่ปลาย และมีลูกกรงระเบียงเตี้ยๆ ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกประกอบอยู่ด้วย

และนี่ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทย ซึ่งใครที่เรียนด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตย์ ก็ควรจะไปดูเพื่อให้เกิดความกระจ่างช่วยในการเรียนได้ 

ทำความรู้จัก โขน นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย

Khon Thailand's High Art of Dance-Drama

โขน เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่รวมของศิลปะหลายแขนง และเป็นเอกลักษณ์ที่ มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ ในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับนาฏศิลป์แขนงนี้กันเพิ่มเติม 

โขน

โขน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย การแสดงประเภทหนึ่งที่ใช้ท่ารำตามแบบละครใน แตกต่างเพียงท่ารำที่มีการเพิ่มตัวแสดง เปลี่ยนทำนองเพลงที่ใช้ในการดำเนินเรื่องไม่เหมือนกับละคร แสดงเป็นเรื่องราวโดยลำดับก่อนหลังเหมือนละครทุกประการ ซึ่งไม่เรียกการแสดงเหล่านี้ว่าละครแต่เรียกว่าโขนแทน ซึ่งโขนเป็นจุดศูนย์รวมของศาสตร์และศิลป์หลากหลายแขนงเช่น วรรณกรรม วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ โดยนำเอาวิธีเล่นและการแต่งตัวบางชนิดมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ มีท่าทางการต่อสู้ที่โลดโผน ท่ารำ ท่าเต้นเช่น ท่าปฐมในการไหว้ครูของกระบี่กระบอง รวมทั้งการนำศิลปะการพากย์ การเจรจา หน้าพาทย์และเพลงดนตรีเข้ามาประกอบการแสดง

ประเภทของโขน

  1. โขนกลางแปลง

เป็นการแสดงโขนบนพื้นดินกลางสนามหญ้า นิยมแสดงกลางแจ้ง ไม่มีเวที เชื่อว่าในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้จัดให้มีการแสดงโขนกลางแปลงขึ้นเนื่องในงานฉลองพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชนกาธิราช และมีการสันนิฐานว่า โขนกลางแปลงคงจะมีแต่การยกทัพและการรบกันเป็นพื้น พลงดนตรีก็มีแต่เพลงหน้าพาทย์ และมีบทพาทย์เจรจาเท่านั้นไม่มีการขับร้อง

  1. โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว  

เป็นการแสดงบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน)  มีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราวแทนเตียง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อง  ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่พาทย์ ๒ วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึงเรียกว่าวงหัวและวงท้าย หรือวงซ้ายและวงขวา

  1. โขนโรงใน 

โขนที่นำศิลปะของละครในเข้ามาผสม  โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง ๒ วงผลัดกัน  การ แสดงก็มีทั้งออกท่ารำเต้น ทีพากย์และเจรจาตามแบบโขน กับนำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการ ของดนตรีแบบละครใน และมีการนำระบำรำฟ้อนผสมเข้าด้วย

  1. โขนหน้าจอ

โขนที่แสดงตรงหน้าจอ ซึ่งแต่เดิมขึงไว้สำหรับแสดงหนังใหญ่ ทำด้วยผ้าโปร่งสีขาวสองข้างทั้งซ้ายและขวาเจาะช่องทำเป็นประตูสำหรับผู้แสดงเข้าออก ต่อจากประตูออกไปทางขวาของเวทีเขียนเป็นภาพพลับพลาของพระราม ทางด้านซ้ายของเวทีเป็นภาพปราสาทราชวัง สมมุติเป็นกรุงลงกาหรือเมืองยักษ์ปี่พาทย์ประกอบการแสดงใช้ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ หรือเครื่องคู่ มีพากย์เจรจาและขับร้อง

  1. โขนฉาก  

เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีผู้คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ ส่วนวิธีแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่มีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอน เป็นฉาก และจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง

ทำความรู้จักศิลปะล้านนา

Get to Know Lanna Art

เมื่อเอ่ยถึงความเป็นล้านนา หลายคนก็คงนึกภาพความอ่อนช้อย งดงาม และอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งศิลปะวัฒนธรรมล้านนานั้นเราจะพบได้บริเวณจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย วันนี้เรามารู้จักกับศิลปะล้านนาเพิ่มเติมก่อนดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง

ศิลปะล้านนาคืออะไร

ศิลปะล้านนา หรือ ศิลปะเชียงแสน หมายถึง ศิลปะในเขตภาคเหนือทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24 คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่าอาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาท รูปแบบศิลปะล้านนา มีดังนี้ 

  1. สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมล้านนาในช่วงยุคทองมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเผย แพร่พุทธศาสนาลังกาวงส์ หรือ นิกายรามัญ ได้แรงบันดาลใจทั้งจากงานสถาปัตยกรรมในยุคก่อน อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมภายนอกดังเช่นสุโขทัย พม่าสมัยพุกาม เป็นต้น เจดีย์ที่สืบทอดรูปแบบในช่วงก่อน ตัวอย่างเช่น เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน คงสืบทอดรูปแบบเจดีย์ทรงปราสาทแบบเจดีย์กู่กุดและกู่คำ นอกจากนั้นยังพบกลุ่มเจดีย์ทรงระฆังที่เริ่มปรับรูปแบบจากผังกลมไปเป็นผัง หลายเหลี่ยม นั่นเอง 

  1. จิตรกรรม

จิตรกรรมในศิลปะล้านนาพบงานเขียนบนผืนผ้าหรือ พระบฏ เพื่อแขวนไว้ในอาคาร พระบฏที่เก่าที่สุดพบจากกรุวัดเจดีย์สูง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจิตรกรรมบนผนังอาคารเก่าที่สุด คือภาพอดีตพุทธในกรุเจดีย์วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ บ้างว่าเก่าที่สุดอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนบนไม้ 

  1. ประติมากรรม

ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า พระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสน แบ่งออกเป็น พระพุทธรูปสิงห์ 1 มีลักษณะประทับนั่งขัดสมาธิเพชร เห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง พระพักตร์กลม อมยิ้ม ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีดอกบัวตูม พระวรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน พระพุทธรูปสิงห์ 2 มีลักษณะประทับขัดสมาธิราบ พระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก รัศมีเป็นเปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ เอวเล็ก ชายสังฆาฏิ เส้นเล็กยาวมาจนถึงพระนาภีได้รับอิทธิพลสุโขทัย

แหล่งชมศิลปะล้านนาในประเทศไทย

  1. วัดป่าดาราภิรมย์ ต.ริมใต้. อแม่ริม. จเชียงใหม่

พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ที่อำแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่สงบ เป็นสปายะในการบำเพ็ญกรรมฐาน และมีพระสงฆ์ได้เข้ามาบำเพ็ญกรรมฐาน ณ ที่แห่งนี้ เมื่อชาวบ้านในละแวกเห็นแล้วได้เกิดศรัทธา จึงได้ร่วมกันสร้างเสนาสนะต่างๆ เพื่อให้คณะสงฆ์ได้ใช้ในกิจการสงฆ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 เจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ ทายาทของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้ถวายที่ดินดังกล่าวซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานพระตำหนักเจ้าดารารัศมีให้แก่วัด

  1. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จ.ลำปาง

วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ตั้งอยู่ใน อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง สิ่งที่โดดเด่นของวัดแห่งนี้คือ เจดีย์เล็กๆ สีขาว ที่ถูกสร้างขึ้นบนยอดภูเขา ถ้ามองจากระยะไกลจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นอย่างมาก เพราะวัดแห่งนี่จะถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่  ซึ่งวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์แห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทอีกด้วย