ในบรรดาสถาปนิกยอดเยี่ยมของสมัยเรเนซอง ชื่อของ ‘อันเดรดา ปัลลาดิโย’ (Andrea Pailadio) ย่อมปรากฏเด่นชัดไม่เป็นสองรองใครแม้จะมาทีหลัง แต่ความดังในระดับสากลนั้นกลับก้าวไกลและทิ้งห่างสถาปนิกและศิลปินแห่งยุคสมัยอีกหลายคน เช่น มิเคลันเจโล บรามันเต บรูเนเลสซิ เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ก็เนื่องมาจากแนวคิดของเขาได้มีผู้สืบทอดและสานต่อไปในระยะยาวและยืนยง
‘ปัลลาดิโย’ เป็นชาวเมืองเวนิช มีความรอบรู้ในทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมโรมันเป็นอย่างดี เขาได้นำรูปแบบและความคิดของศิลปะคลาสสิกโบราณมาหลอมรวมกับอิทธิพลของสองสถาปนิกใหญ่ที่ร่วมยุคสมัยของตนอย่าง บรามันเต และ อัลแบร์ตี จนเกิดเป็นลักษณะเฉพาะทางศิลปกรรมของตนเอง
สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของปัลลาดิโยมีลักษณะเรียบง่าย บริสุทธิ์ และปราศจากความงามที่ไม่แน่นอน อาคารดูนิ่งสงบแต่มิได้ดูแห้งแล้ง จังหวะจะโคนและเส้น รวมทั้งรูปร่างเต็มไปด้วยความถูกต้อง จุดเด่นของเขาอยู่ที่การดัดแปลงมุขที่ยืนออกด้านหน้าซึ่งเคยมีขนาดต่ำและกว้างของสถาปัตยกรรมกรีก-โรมันโบราณให้มีความสูงสง่าและแคบลง ขณะเดียวกันยังนิยมใช้เสาให้ตั้งเรียงรายเพิ่มความสะดุดตาขึ้นมาอีก ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความงามอันสมบูรณ์ ตามหลักทฤษฎีสถาปัตยกรรมคลาสสิกที่กล่าวถึงความงามที่ถูกจัดวางอย่างมีความสมเหตุสมผล
ใน ค.ศ. 1570 ปัลลาดิโยได้สร้างคุณประโยชน์ต่อวงการสถาปัตยกรรมอย่างมหาศาล เมื่อเขาได้เขียนเอกสารทางวิชาการขึ้น ชื่อ “I Quattro Libri dell’ Architetura” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ตำราสี่เล่มเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม” แสดงทัศนะส่วนตัวว่าด้วยข้อคิดต่อหลักทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในวงการสถาปัตยกรรมยุโรปและอเมริกาในสมัยต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ‘ไฮนิโก โจนส์’ สถาปนิกคนสำคัญของอังกฤษได้นำไปใช้จนกลายเป็นรูปแบบทางศิลปกรรมแบบคลาสสิกในอังกฤษ ความมีอิทธิพลของงานเขียนของปัลลาดิโยนั้นส่งผลอย่างมากให้เกิดการก่อตั้งกลุ่ม ‘กลุ่มปัลลาเดียน’ (Palladian style) ในเวลาต่อมา
กลุ่มปัลลาเดียนเคลื่อนไหวอยู่ในอังกฤษราวช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18ต่อมาแผ่ขยายไปทั่วยุโรปและข้ามไปถึงทวีปอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้เรานิยมเรียกสถาปัตยกรรมแบบปัลลาเตียนในยุคหลังๆนี้ว่า นีโอปัลลาเตียนในที่สุด
สำหรับประเทศไทย ผู้นำแนวคิด “นีโอปัลลาเตียน” เข้ามากลุ่มแรกคือกลุ่มสถาปนิกอังกฤษราวช่วงรัชกาลที่ 4 โดยสถาปนิกกลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางมาจากอังกฤษโดยตรง แต่เป็นกลุ่มช่างที่มีประสบการณ์ในการก่อสร้างอาคารราชการในประเทศอาณานิคมอย่างชวา สิงคโปร์ ปัตตาเวียมาก่อน โดยอาคารที่เป็นตัวอย่างในกลุ่มนี้และเป็นอาคารเก่าที่สุดที่หลงเหลืออยู่ ได้แก่ พระราชวังสราญรมย์ ปัจจุบันคือกระทรวงการต่างประเทศ สร้างขึ้นตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นช่วงเวลาที่ไทยเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับอังกฤษอย่างแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ก่อนเข้ายุคสมัยของสถาปนิกอิตาลีในราวรัชกาลที่ 5
จะเห็นได้ว่าศิลปะคลาสสิกนั้น เป็นสถาปัตยกรรมและงานศิลปะที่กระจายไปทั่วโลก สิ่งนี้นับรวมไปถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งก็ได้รับอิทธิพลของศิลปะที่เรียกว่าคลาสสิกนั้นด้วย ก่อนที่งานประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จะสร้างยุคสมัยคลาสสิกของไทยเองขึ้นในราวรัชกาลที่ 4-5 อย่างเป็นรูปธรรมในเวลาต่อมา

