Archives 2023

ปักหมุดวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังสวยๆ

Temples with mural paintings

จิตรกรรมฝาผนังเป็น ภาพเขียนหลายชนิดที่เขียนบนปูนบนผนังหรือเพดาน เทคนิคที่นิยมกัน คือ การวาดภาพบนผนังปูนปลาสเตอร์เปียก ซึง่ในบ้านเรามักจะพบกับจิตรกรรมฝาผนังบริเวณผนังวัดต่างๆ ซึง่สวยงามอย่างมาก วันนี้เราจะมาแปะพิกัดวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามมาฝากกันเลย

  1. วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร

หรือชื่อเดิมว่าวัดสมอราย เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาทั้งยังเคยเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 2 เมื่อครั้งทรงผนวชและรัชกาลที่ 4 ในส่วนของจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถถือว่าเป็นไฮไลต์ โดยภาพทั้งหมดมาจากภาพต้นแบบที่ “สมเด็จครู” ร่างขึ้นก่อนจะส่งต่องานให้ช่างชาวอิตาลี คาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli) เป็นผู้วาดโดยใช้เทคนิคเขียนสีบนปูนเปียก เล่าเรื่องชาดก 13 กัณฑ์ แตกต่างจากวัดอื่น ๆ ในยุคเดียวกันด้วยการเขียนคนอย่างสมจริงอย่างที่นิยมในศิลปะตะวันตกนั่นเอง

  1. วัดภูมินทร์

ขึ้นเหนือกันไปที่จังหวัดน่านที่วัดภูมินทร์ กับภาพกระซิบรักบรรลือโลกจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของจังหวัดน่านกันไปเลย เป็นภาพบุคคลขนาดใหญ่ริมประตูด้านทิศตะวันออก ชายหนุ่มเปลือยอกเห็นรอยสักดำตั้งแต่สะดือมาจนถึงโคนขา สมดังคำเรียก ลาวพุงดำ ที่หนุ่มไหนไม่กล้าสักแสดงความกล้าหาญ หญิงสาวมักไม่ชายตามองทำท่าเกาะไหล่กระซิบกับหญิงสาวที่นุ่งซิ่นลุนตยา สวมเสื้อคลุมแบบพม่า การเกาะไหล่แบบนี้ในสมัยก่อนบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระดับสามีภรรยา ทั้งแววตา สีหน้า ท่าทางอากัปกิริยาของทั้งคู่ก็แสดงถึงความรักความผูกพันกัน

  1. พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ สถานที่ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปคู่เมืองที่มีเพียง 3 องค์เท่านั้นในประเทศไทย อีกสิ่งที่โดดเด่นในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ คืองานจิตรกรรมเต็มฝาผนังทั้ง 4 ด้าน เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เกี่ยวกับพุทธประวัติ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณีของผู้คนในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งภาพเทพชุมนุม และภาพตอนพระพุทธเจ้าชนะมาร มีพระแม่ธรณีบีบมวยผมมีเหล่าสัตว์ต่าง ๆ กำลังสู้รบกันอยู่ในภาพ ซึ่งรวมถึงเหล่าสัตว์หิมพานต์ด้วย

  1. วัดพระแก้ว

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่รู้จักกันในนาม วัดพระแก้ว ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมงานศิลปะวังหลวงในดีไซน์ของกรุงรัตนโกสินทร์แทบจะทุกสาขา และสำหรับผู้ที่สนใจงานจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดพระแก้วแห่งนี้โดดเด่นด้วยเนื้อหาของรามเกียรติ์ที่วาดเต็มผนังตลอดระเบียงคด และสำหรับรามเกียรติ์บนระเบียงคดวัดพระแก้วนั้นได้รับการยกย่องให้เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุดในโลก แบ่งการเขียนภาพออกเป็นห้อง ๆ ทั้งหมด 178 ห้องเลยทีเดียว 

พาชมศิลปะจากเมืองเก่าผ่านโบราณสถานอยุธยา

Ayutthaya Historical Sites

กรุงศรีอยุธยา หรือ อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยสยาม (ไทยภาคกลาง) ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ. 1894 ถึง พ.ศ. 2310 มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ  ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐชานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และคาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน ทำให้พื้นที่ของอยุธยามีศิลปะที่ผสมผสานจากวัฒนธรรมอื่นๆ มากมาย ที่ยังคงปรากฏให้เราเห็นผ่านโบราณสถานในทุกวันนี้ วันนี้จะพาไปชมศิลปะจากเมืองเก่าอยุธยากันเลย

  1. เจดีย์ภูเขาทอง

เจดีย์ภูเขาทองตั้งอยู่ที่ทุ่งภูเขาทอง ซึ่งในอดีตเคยเป็นสมรภูมิรบ ซึ่งสัญนิษฐานว่าพระเจ้าบุเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดีเป็นผู้สร้างเจดีน์นี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์หลังจากยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ ซึ่งแด่เดิมจะเป็นศิลปะแบบมอญ แล่ต่อมามีการเปลี่ยนรูปจากเดีย์มอญเป็นรูปแจดีย์ย่อไม้สิบสอง 

  1. สะพานเทพหมี อารยสถาปัตย์แห่งสะพานยุคโบราณ

สะพานเทพหมี หรือ สะพานเทษมี สะพานวานร หรือสะพานอิฐบ้านแขกใหญ่ ใช้สำหรับสัญจรข้ามคลองประตูเทษหมี ก่อด้วยอิฐ มีสถาปัตยกรรมทรงโค้งแบบ True Arch ต่อกันเป็นรูปกลีบบัวคั่นด้วย Key Stone อิฐสี่เหลี่ยมคางหมู ซุ้มโค้งนั้นเป็นช่องให้เรือผ่านได้ 3 ช่อง อาจได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมอินโด-อิหร่าน ที่นิยมในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

  1. วัดมหาธาตุ

ป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างมากในช่วงกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุและเป็นศูนย์กลางเมืองในการจัดพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากเศียรพระพุทธรูปหน้าวิหารเล็ก ที่ปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ ทำให้ใครต่อใครเห็นรู้สึกตะลึงและต้องมาเยือนสักครั้งให้เห็นกับตาตัวเอง

  1. วัดสิงหาราม

วัดสิงหาราม ซึ่งหลงเหลือเจดีย์ประธานทรงระฆังกลม 2 องค์ ซึ่งไม่ค่อยพบ จึงสันนิษฐานว่า องค์ที่ 3 อาจพังทลายไปแล้ว และมีพระวิหารทางด้านทิศตะวันออกวัดเก่าแก่แห่งนี้สันนิษฐานว่าสร้างมาแล้วอย่างน้อยในสมัยอยุธยาตอนกลางก่อนการสร้างวัดบรมพุทธาราม และมีการปฏิสังขรณ์ครั้งหนึ่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยพบหลักฐานการนำเอาเศษเครื่องถ้วยจีนมาประดับร่วมกับลายปูนปั้นบริเวณซุ้มประตูทางด้านหน้าของวิหาร ซึ่งเป็นลักษณะงานศิลปกรรมที่พบในโบราณสถานบางแห่งที่ปฏิสังขรณ์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

  1. วัดราชบูรณะ

สร้างขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีฐานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยอยุธยา ซึ่งเป็นวัดที่โด่งดังและมีชื่อเสียงจากการลักลอบขุดกรุพระเครื่องในองค์พระปรางค์ ใครที่ความสนใจในด้านประวิติศาสตร์ สามารถเข้ามาชมภาพจิตรกรรมฝาฝนังสมัยอยุธยาตอนต้นที่อยู่ภายในกรุได้ด้วย

พิพิธภัณฑ์รอบเกาะรัตนโกสินทร์

Museums around Rattanakosin Island

เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตกติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนฝั่งตะวันออกติดกับคลองหลายสาย แต่เดิมเป็นที่อยู่ของชาวจีนในสมัยกรุงธนบุรี เกาะนี้เป็นที่ตั้งของพระบรมมหาราชวังกับศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร และสถานที่อื่นที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าบริเวณนี้จะต้องมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านพิพิธภัณฑ์รอบเกาะรัตนโกสินทร์กันเลย

  1. มิวเซียมสยาม

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นด้วยแนวคิดและภาพลักษณ์ใหม่ของพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นต้นแบบของแหล่งเร­ียนรู้ที่น่ารื่นรมย์ โดยตัวอาคารมีทั้งหมด 3 ชั้น แบ่งเป็น 17 โซนเช่น ไทยแท้, เมืองไทยวันนี้, กำเนิดสยามประเทศ ซึ่งแต่ละโซนจะให้ความรู้และเพลิดเพลินไปด้วย ใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ไทยต้องไปชม

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ามากๆ อีกทั้งประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ก็น่าสนใจ โดยแต่เดิมนั้นบริเวณนี้เคยเป็น “วังหน้า” หรือ “พระราชวังบวรสถานมงคล” ที่ประทับของวังหน้า หรือมหาอุปราช แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้ใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วย 

  1. พิพิธบางลำพู

พิพิธภัณฑ์ที่จะทำให้เราย้อนรำลึกถึงบางลำพูในอดีต ที่ปัจจุบันคือบริเวณป้อมพระสุเมรุ โดยจะประกอบไปด้วยตึกปูน 2 ชั้น และอาคารไม้ 1 หลังที่จะพาเราย้อนไปสู่บางลำพูตามห้องจัดแสดงต่างๆ อย่างเช่น สีสันบางลำพู, พระนครเซ็นเตอร์ หรือบางลำพูรำลึก 

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า

ห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรของที่นี่นั้นมีผลงานชิ้นสำคัญหลายชิ้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระบรมสาทิสลักษณ์ของกษัตริย์ที่วาดโดยจิตกรชาวต่างประเทศ จิตรกรรมพุทธศาสนาวาดบนผืนผ้า หรือที่เรียกว่าพระบฎ อีกทั้งยังมีผลงานภาพวาดและประติมากรรมของศิลปินแห่งชาติ และศิลปินผู้มีชื่อเสียงของไทยอีกหลายท่านด้วยกัน

  1. พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์

อาจจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จะสร้างความน่ากลัวให้กับผู้เข้าชม เพราะที่นี่คือเรือนจำคลองเปรม ที่รวบรวมการกังขัง ลงทัณฑ์ และประหารชีวิตแบบโบราณไว้ โดยแบ่งแยกเป็น 3 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องก็มีความน่ากลัวแตกต่างกันไป นอกจากตึกนี้ยังมี แดน9 เรือนนอนของนักโทษ ที่ยังคงสภาพเดิมไว้ ให้เราได้ดูกันอีกด้วย

  1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี

หลายคนคงเคยได้ยินกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาบ้าง ที่นี่เป็นโรงเก็บเรือในพระราชพิธี และเปิดให้เข้าชมเรือพระที่นั่งทั้ง 9 ลำอย่างใกล้ชิด! อีกทั้งยังจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ประกอบพิธี รวมถึงประวัติของเรือต่างๆให้ได้ศึกษาอีกด้วย

ภาคภูมิความเป็นไทยจากศิลปะ

Thai Pride Through Art

ศิลปะไทยนั้นเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งไทยเราก็ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอื่นๆ มาช้านาน  และได้พัฒนาสืบเนื่องผสมกับความเชื่อท้องถิ่นจนกลายเป็นศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ราว พ.ศ. 300 จนถึง พ.ศ. 1111 พระพุทธศาสนานำเข้ามาโดยชาวอินเดีย แสดงให้เห็นอิทธิพลที่มีต่อศิลปะไทยในยุคหลังทั้งด้านภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม โดยกระจายเป็นกลุ่มศิลปะสมัยต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่สมัยทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เมื่อกลุ่มคนไทยตั้งตัวเป็นปึกแผ่นแล้ว ศิลปะดังกล่าวจึงมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยนั่นเอง 

ลักษณะของศิลปะไทย

ศิลปะไทยได้รับอิทธิพลจากประเพณีและวัฒนธรรมในสังคมไทย เช่น ความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตของคนไทยที่ได้สอดแทรกไว้ในผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้น โดยเฉพาะศิลปกรรมที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อาจกล่าวได้ว่าศิลปะไทยสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมพุทธศาสนา เป็นการเชื่อมโยงและโน้มน้าวจิตใจของประชาชนให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา จิตรกรรมไทย จัดเป็นภาพเล่าเรื่องที่เขียนขึ้นด้วยความคิดจินตนาการของคนไทย มีลักษณะตามอุดมคติของกระบวนงานช่างไทย คือ 

  1. เขียนสีแบน ไม่คำนึงถึงแสงและเงา นิ
  2. เขียนตัวพระ-นาง เป็นแบบละคร มีลีลา ท่าทางเหมือนกัน
  3. เขียนแบบตานกมอง หรือเป็นภาพต่ำกว่าสายตา
  4. เขียนติดต่อกันเป็นตอน ๆ สามารถดูจากซ้ายไปขวาหรือล่างและบนได้ทั่ว
  5. ขียนประดับตกแต่งด้วยลวดลายไทย มีสีทองสร้างภาพให้เด่นเกิดบรรยากาศ สุขสว่างและมีคุณค่ามากขึ้น

หมวดหมู่ของศิลปะไทย

  1. กนก คือ ดงป่าดงไม้ มีแบบฟอร์มคือเปลวไฟเป็นรูปสามเหลี่ยม การฝึกร่างลวดลาย ให้รู้จักความประสานสัมพันธ์กันของเส้นที่ผูกรวมกันเป็นลายไทย โดยเฉพาะกนกแบบต่างๆ เช่น กนกสามตัวกนกใบเทศ กนกเปลว ถือเป็นปฐมบทที่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญก่อนที่จะทำการช่างอย่างอื่นต่อไป
  2. นารี คือ การเรียนรู้ฝึกฝนเกี่ยวกับการเขียนหน้ามนุษย์ เทวดา นางฟ้า พระ และนางทั้งด้านหน้าตรงและด้านหน้าเพล่ ซึ่งถือว่าเป็นภาพหลักของภาพไทย เมื่อเขียนได้คล่องแคล่วดีแล้ว จึงฝึกเขียนทั้งตัวในอริยาบถต่าง ๆ ภาพเหล่านี้จะแสดงอารมณ์ด้วย กิริยา ใบหน้าของตัวภาพจะไม่แสดงอารมณ์ตามแบบแผนของศิลปะไทย นอกจากการฝึกเขียนตัวภาพหลักดังกล่าวแล้ว ยังต้องฝึกการเขียนภาพกากหรือตัวภาพที่เป็นคนธรรมดาและการเขียนภาพจับสำหรับเขียนเรื่องรามเกียรติ์ให้เกิดความชำนาญด้วย
  3. กระบี่ คือ การฝึกเขียนภาพอมนุษย์ต่าง ๆ ได้แก่ พวกยักษ์ วานร เป็นต้น ในการฝึกจะต้องฝึกจากภาพลิงหรือกระบี่เป็นอันดับแรก เมื่อเขียนได้แม่นยำแล้วจึงฝึกเขียนภาพอื่นต่อไป การฝึกเขียนภาพหมวดนี้จะเป็นประโยชน์ในการเขียนภาพเรื่องรามเกียรติ์
  4. คชะ คือ การฝึกเขียนภาพสัตว์สามัญและภาพสัตว์ประดิษฐ์ต่างๆ โดยเริ่มจากคชะหรือช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ก่อน แล้วจึงฝึกเขียนภาพสัตว์เล็ก ๆ ต่อไป ในหมวดนี้จะแบ่งสัตว์ที่เขียนเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือสัตว์ที่มีอยู่บนโลกมนุษย์ เช่น ช้าง ม้า วัว นก เป็นต้น ประเภทที่สอง คือ สัตว์ประดิษฐ์หรือสัตว์หิมพานต์ เช่น กินรี ราชสิงห์ เป็นต้น

มาชมงานศิลปะไทยกันเถอะ

Thai Art

งานศิลปะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่มีทางเมือนกันแบบ 100% อย่างแน่นอน เพรพาะผู้สร้างงานศิลปะนั้นมีประสบการณ์ การเติบโต ที่แตกต่างกัน อย่างงานศิลปะในแต่ลประเทศก็จะมีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์มองแล้วดูออกว่าเนของประเทศไทย นั่นด้วยสังคม วัฒนธรรม และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่มีอิทธิพลต่องานศิลปะ วันนี้เราจะพาไปชมงานศิลปะไทยบ้านเรากันเลย

ศิลปะไทย

ต้องยอมรับว่าศิลปะไทยนั้นได้รับอิทธิพลจากต่างชาติมาช้านานและมีการพัฒนาผสมกับความเชื่อวัฒนธรรมท้องถิ่น จนกลายเป็นศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ราว พ.ศ. 300 จนถึง พ.ศ. 1111 พระพุทธศาสนานำเข้ามาโดยชาวอินเดีย แสดงให้เห็นอิทธิพลที่มีต่อศิลปะไทยในยุคหลังทั้งด้านภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม โดยกระจายเป็นกลุ่มศิลปะสมัยต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่สมัยทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เมื่อกลุ่มคนไทยตั้งตัวเป็นปึกแผ่นแล้ว ศิลปะดังกล่าวจึงมีอิทธิพลต่อศิลปะไทย

ลักษณะของศิลปะไทย

ศิลปะไทยได้รับอิทธิพลจากประเพณีและวัฒนธรรมในสังคมไทย เช่น ความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตของคนไทยที่ได้สอดแทรกไว้ในผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้น โดยเฉพาะศิลปกรรมที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อาจกล่าวได้ว่าศิลปะไทยสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมพุทธศาสนา เป็นการเชื่อมโยงและโน้มน้าวจิตใจของประชาชนให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา อย่างเราจะรู้จักศิลปะไทยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะนั่นคือ ลายไทย เป็นลายที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยมีธรรมชาติมาเป็นแรงบันดาลใจ โดยดัดแปลงธรรมชาติให้เป็นลวดลายใหม่ เช่น ตาอ้อย ก้ามปู เปลวไฟ รวงข้าว และดอกบัว ฯลฯ

หมวดหมู่ของศิลปะไทย

  1. กนก คือ ดงป่าดงไม้ มีแบบฟอร์มคือเปลวไฟเป็นรูปสามเหลี่ยม การฝึกร่างลวดลาย ให้รู้จักความประสานสัมพันธ์กันของเส้นที่ผูกรวมกันเป็นลายไทย
  2. นารี คือ การเรียนรู้ฝึกฝนเกี่ยวกับการเขียนหน้ามนุษย์ เทวดา นางฟ้า พระ และนางทั้งด้านหน้าตรงและด้านหน้าเพล่ ซึ่งถือว่าเป็นภาพหลักของภาพไทย เมื่อเขียนได้คล่องแคล่วดีแล้ว จึงฝึกเขียนทั้งตัวในอริยาบถต่าง ๆ
  3. กระบี่ คือ การฝึกเขียนภาพอมนุษย์ต่าง ๆ ได้แก่ พวกยักษ์ วานร เป็นต้น ในการฝึกจะต้องฝึกจากภาพลิงหรือกระบี่เป็นอันดับแรก เมื่อเขียนได้แม่นยำแล้วจึงฝึกเขียนภาพอื่นต่อไป
  4. คชะ คือ การฝึกเขียนภาพสัตว์สามัญและภาพสัตว์ประดิษฐ์ต่างๆ โดยเริ่มจากคชะหรือช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ก่อน แล้วจึงฝึกเขียนภาพสัตว์เล็ก ๆ ต่อไป ในหมวดนี้จะแบ่งสัตว์ที่เขียนเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือสัตว์ที่มีอยู่บนโลกมนุษย์ ประเภทที่สอง คือ สัตว์ประดิษฐ์หรือสัตว์หิมพานต์

การสืบค้นศิลปินไทยในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากช่างไทยสมัยโบราณมักจะเขียนภาพโดยไม่บอกนามให้ปรากฏ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเล่าปากต่อปาก ซึ่งจริงๆ แล้วศิลปะไทยมีเอกลักษณ์ที่สวยงามอย่างมาก ดังนั้นเราควรจะมีการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของเราให้สืบไปจนถึงรุ่นลูกหลานต่อไป 

ข้อดีของการติดตั้งรางเดินสายไฟแบบวายเวย์และสิ่งที่ต้องระวัง 

รางเดินสายไฟ

หากคุณมีความต้องการอยากเดินสายไฟในโรงงานหรืออาคาร ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งภายในหรือภายนอกอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ คือ รางเดินสายไฟ แต่หลายคนอาจคิดว่าอาจไม่จำเป็น แค่ติดตั้งสายไฟก็น่าจะจบไม่เห็นต้องมีรางครอบหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเลย บอกเลยว่าคิดผิด อุปกรณ์เสริมดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก แต่รางเดินสายไฟจะเป็นยังไง มีข้อดีอย่างไร ใช้ยังไงไม่ให้เป็นอันตราย วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝาก 

รางเดินสายไฟแบบวายเวย์ คือ อะไร 

เป็นรางเดินสายไฟชนิดที่มีการปิดรางแบบมิดชิด ป้องกันฝุ่นละออง และสัตว์หรือแมลงขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ทำจากเหล็กพ่นสี เหมาะสำหรับการเดินสายไฟในทั้งในตัวบ้านและกลางแจ้ง 

ข้อดีของรางสายไฟวายเวย์ 

การติดตั้งรางเดินสายไฟแบบวายเวย์ในอาคารหรือนอกอาคารถือเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะมีข้อดียังไงไปดู 

1. เพิ่มความเป็นระเบียบและความสวยงาม 

หากต้องการติดตั้งรางวายเวย์ สามารถเลือกให้เข้ากับลักษณะพื้นที่ได้อย่างหลากหลายแม้กระทั่งในพื้นที่จำกัด ส่งผลให้การเก็บสายไฟเป็นระเบียบและดูสวยงาม 

2. ยืดอายุการใช้งานของสายไฟ 

ลองคิดดูว่าคุณจะตั้งสายไฟสภาพพื้นที่ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงและเสี่ยงต่อการโดนกัดแทะของสัตว์และแมลง ทำให้เกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่าสายไฟเสี่ยงต่อการชำรุดได้ง่าย ดังนั้นการติดตั้งรางวายเวย์ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้และช่วยให้สายไฟมีอายุการใช้งานนานขึ้นนั่นเอง 

3. ติดตั้งง่าย 

วิธีการติดตั้งรางวายเวย์นั้นทำได้ง่าย ๆ แค่ยิงสกรูหรือไม่ก็ใช้เทปกาวสองหน้าแบบที่ใช้กับรางสายไฟโดยเฉพาะติดกับผนัง เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น 

ข้อควรระวังในการติดตั้ง 

อย่างไรก็ตามถึงแม้วิธีการติดตั้งค่อนข้างง่ายและคุณทำได้ด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อควรระวังก่อนติดตั้งรางเดินสายไฟที่ต้องใส่ใจ ดังนี้ 

  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความชื้นเยอะ รางสายไฟส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ไม่กันน้ำ ดังนั้นบริเวณที่ติดตั้งจึงควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือหากไม่อยากเจอปัญหาดังกล่าวจริง ๆ แนะนำให้มองหารางที่เป็นชนิดกันความชื้น 
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมีส่วนทำให้อายุการใช้งานของรางไฟฟ้าและสายไฟสั้นลง หากเป็นไปได้ควรหาพื้นที่ที่มิดชิดและแสงแดดส่องเข้าไม่ถึง 
  • ไม่แนะนำให้ใช้ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแรงดันหรือความร้อนสูง เพราะเสี่ยงเกิดความเสียหายได้ง่าย 
  • ควรเลือกลักษณะการใช้งานให้เหมาะสม ถึงแม้รางวายเวย์ส่วนใหญ่ทำจากเหล็กพ่นสีและมีความคงทนสูง แต่อย่าลืมว่าหากติดตั้งภายนอกมีสิทธิ์ถูกความร้อนและความชื้นจนกลายเป็นสนิม ดังนั้นควรมองหาวัสดุอื่นที่ทนทานกว่า 
  • ห้ามนำไปใช้กับงานอื่น รางสายไฟถูกออกแบบมาไว้สำหรับเก็บสายไฟเท่านั้น จึงไม่แนะนำให้นำไปใช้แทนอุปกรณ์อื่น ๆ  

อย่างไรก็ตามหากคุณสนใจอยากติดตั้งรางเดินสายไฟบริเวณบ้านหรือพื้นที่โรงงาน ขอแนะนำว่าควรเลือกรางประเภทอื่น ๆ เนื่องจากรางวายเวย์จะเหมาะสำหรับอาคาร สำนักงาน และคอนโดขนาดเล็กเท่านั้น 

มาทำความรู้จักกับงานประติมากรรมกันดีกว่า

Sculpture

ประติมากรรม เป็นสาขาหนึ่งของวิจิตรศิลป์ซึ่งมีรูปแบบสามมิติ เป็นหนึ่งในรูปแบบหนึ่งของศิลปะพลาสติก ประติมากรรมมีรูปแบบสร้างสรรค์แบบธรรมเนียมคือ การแกะสลัก และโมเดล  โดยดั้งเดิมมักใช้สื่อกลางคือไม้ หิน เซรามิก โลหะ แต่นับตั้งแต่ยุคโมเดิร์นก็ไม่มีคำจำกัดความถึงรูปแบบ กรรมวิธี และสื่อกลางของการสร้างสรรค์ประติมากรรม วัฒนธรรมโบราณส่วนมากมักหลงเหลือหลักฐานของประติมากรรมมาถึงปัจจุบัน 

วิธีการสร้างผลงานประติมากรรม 

  1. การปั้น (Casting) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุ ทีเหนียว อ่อนตัว และยึดจับตัว กันได้ดี วัสดุที่นิยมนำมาใช้ปั้น ได้แก่ ดินเหนียว ดินน้ำมัน ปูน แป้ง ขี้ผึ้ง กระดาษ หรือ ขี้เลื่อยผสมกาว เป็นต้น
  2. การแกะสลัก (Carving) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุที่ แข็ง เปราะ โดยอาศัย เครื่องมือ วัสดุที่นิยมนำมาแกะ ได้แก่ ไม้ หิน กระจก แก้ว ปูนปลาสเตอร์ เป็นต้น
  3. การหล่อ (Molding) เป็นการสร้างรูปทราง 3 มิติ จากวัสดุที่หลอมตัวได้และกลับแข็ง ตัวได้ โดยอาศัยแม่พิมพ์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลงานที่เหมือนกันทุกประการตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไป วัสดุที่นิยมนำมาใช้หล่อ ได้แก่ โลหะ ปูน แป้ง แก้ว ขี้ผึ้ง ดิน เรซิ่น พลาสติก ฯลฯ รำมะนา 
  4. การประกอบขึ้นรูป (Construction) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ โดยนำวัสดุต่าง ๆ มา ประกอบเข้าด้วยกัน และยึดติดกันด้วยวัสดุต่าง ๆ การเลือกวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรม ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ต้องการใช้ 

ประเภทของงานประติมากรรม

  1. ประติมากรรมแบบนูนต่ำ ( Bas Relief ) เป็นรูปที่เป็นนูนขึ้นมาจากพื้นหรือมีพื้นหลังรองรับ มองเห็นได้ชัดเจนเพียงด้านเดียว คือด้านหน้า มีความสูงจากพื้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรูปจริง ได้แก่ รูปนูนแบบเหรียญ รูปนูนที่ใช้ประดับตกแต่งภาชนะ หรือประดับตกแต่งอาคารทาง สถาปัตยกรรม โบสถ์ วิหารต่างๆ พระเครื่องบางชนิด  ประติมากรรมประเภทลอยตัวของไทยที่รู้จักกันดี คือ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปคลาสิคของไทยนั้นนับเป็นประติมากรรมลอยตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุดของไทย
  2. ประติมากรรมแบบนูนสูง ( High Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ในลักษณะเช่นเดียวกับแบบนูนต่ำ แต่มีความสูงจากพื้นตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของรูปจริงขึ้นไป ทำให้เห็นลวดลายที่ลึก ชัดเจน และเหมือนจริงมากกว่าแบบนูนต่ำและใช้งานแบบเดียวกับแบบนูนต่ำ
  3. ประติมากรรมแบบลอยตัว ( Round Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ที่มองเห็นได้รอบด้านหรือ ตั้งแต่ 4 ด้านขึ้นไป ได้แก่ ภาชนะต่าง ๆ รูปเคารพต่าง ๆ พระพุทธรูป เทวรูป รูปตามคตินิยม รูปบุคคลสำคัญ รูปสัตว์ ฯลฯ ประติมากรรมประเภทนี้ ไม่ปรากฏมากนักในอดีต ซึ่งมักจะได้แก่ ประติมากรรมที่เป็นลวดลายประดับตกแต่ง เช่น แกะสลักด้วยไม้ หิน ปูนปั้น เป็นต้น ในปัจจุบันมีทำกันมากเพราะใช้เป็นงานประดับตกแต่งได้ดี ซึ่งอาจจะปั้นเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ตามวัตถุประสงค์ของสถาปัตยกรรมที่นำประติมากรรมนั้นไปประกอบ

ศิลปะเขมรที่ปรากฎในไทย

Khmer art found in Thailand

กัมพูชา หรือ เขมรนั้น เป้นบ้านพี่เมืองน้องกับไทยมายาวนาน แม้ว่าอาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราก็มีวัฒนธรรมอันดีงามร่วมกัน โดยเฉพาะศิลปะต่างๆ ที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่เสมอว่าเป็นของใคร ใครเป็นผู้เริ่มต้น จนลืมไปว่าในอดีตนั้นเรามีการติดต่อแลกเปลีย่นทางวัฒนธรรมในรุปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย สงครามต่างๆ ก็ทำให้มีการซึมซับเอาวัฒนธรรมมาผสมผสานกัน ซึ่งในบ้านเราก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฎศิลปะเขมรมากมาย จะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย

  1. พระปรางค์

ต้องยอมรับว่าพระปรางค์ในบ้านเรานั้นได้รับรูปแบบจากขอม โดยการสร้างพระปรางค์ของของอยู่บนพื้นฐานความเชื่อในศาสนาฮินดู ความเชื่อเรื่องจักรวาลในศาสนาพุทธและฮินดูมีความคล้ายคลึงกันมาก ในการสร้างพระปรางค์นั้นเป็นการดัดแปลงมาจากศิลปะขอม หรือเลียนแบบมาจากพระปรางค์โบราณที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย ได้มีการเลียนแบบลายของขอมมาใช้ประดับพระปรางค์ ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ในที่สุด

  1. ปราสาทเมืองสิงห์ 

ปราสาทเมืองสิงห์แห่งนี้  ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในลัทธิมหายาน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 โดยฝีมือของช่างท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะขอม มีการวางแผนผังตามแบบคติจักรวาลอย่างสมบูรณ์ คล้ายกับแผนผังที่ปราสาทบายนในกัมพูชา ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงและฉาบทับด้วยปูนขาว มีการประดับลายปูนปั้นตามจุดต่างๆ เป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทย กล่าวว่าสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรม คล้ายคลึงกับของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1720 – 1780) กษัตริย์นักสร้างปราสาทแห่งขอม  พบศิลปกรรมที่สำคัญยิ่งคือพระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และ นางปรัชญาปารมิตา และยังพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีอีกองค์หนึ่ง รูปลักษณ์คล้ายกับที่พบในประเทศกัมพูชา 

  1. พระระเบียง

ในทางสถาปัตยกรรมไทย พระระเบียงได้รับอิทธิพลมาจากขอม ซึ่งนิยมสร้างล้อมรอบเทวสถาน โดยเฉพาะปรางค์ปราสาท การล้อมรอบอยู่ในลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละด้านตรงกิ่งกลางจะทำเป็นซุ้มประตูทางเข้าที่เรียกว่า “โคปุระ” การสร้างระเบียงในวัดต่างๆ นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยและได้สืบทอดมายังสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ พระระเบียงทั่วไปนิยมสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มาบรรจบกันเป็นวง ทำให้ต้องเกิดเป็นมุมหักข้อศอกที่มุมทั้งสี่ด้าน จึงนิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “พระระเบียงคด” ซึ่งได้ถือเป็นแบบแผนที่นิยมใช้กันในงานสถาปัตยกรรมไทยแทบทุกสมัยเลย 

สิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องเรียนรู้มากกว่าการยึดโยงว่าศิลปะชิ้นนี้ใครเป็เจ้าของ คือการเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน การยอมรับว่าในยุคสมัยหนึ่งอาจจะมีการขยายอาณาเขตเข้าสู่พื้นที่ ทำให้มีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันนั่นเอง 

ศิลปะทวารวดี

Dvaravati art

กว่าจะมาเป็นประเทศไทยในทุกวันนี้ พื้นที่ที่เรายืนอยู่มีเรื่องราวในยุคต่างๆ มากมาย หลายคนอาจจะทราบถึงเพียงแค่สมัยสุโขทัย ที่เชื่อว่าเป็นอาณักรแรกของประเทศไทย แต่จริงๆ แล้วพื้นที่ที่เราอยู่นั้นมีหลักฐานมากมายที่สามารถบ่งชี้ว่ามีวัฒนธรรมอื่นๆ ที่อยู่มาก่อน อย่าง “ทราวดี” 

ทวารวดี เป็นวัฒนธรรมแรกๆ ที่ปรากฏในพื้นที่บริเวณรอบอ่าวไทย เป็นวัฒนธรรมที่บูรณาการอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียเข้ามาผสมผสาน จนเกิดเป็นรูปแบบวัฒนธรรมเฉพาะของคนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มต้นราวพุทธศตวรรษที่ 7 แล้วมีความเจริญรุ่งเรืองจนถึงพุทธศตวรรษที่ 13-14 จากนั้นก็เริ่มเสื่อมลงหลังจากพุทธศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 โดยวัฒนธรรมเขมรได้เข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่แทน สิ่งที่เป็นตัวแทนของทวารวดีก็คือศิลปะ วันนี้เรามาดูลักษณะของศิลปะทราวดีกันดีกว่า

ประติมากรรม 

  •  พระพุทธรูป จะแบ่งออกเป็น 3 ยุค ดังนี้
  1. มีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของอมราวดีอยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก พระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี 
  2. พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้น พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเกตุมาลาเป็นต่อมนูนใหญ่ บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง) ป้าน พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบ พระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี 
  3. พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร เรียกว่าศิลปะลพบุรีปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้น นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงการสืบทอดแนวคิดทางศิลปะอินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้อิทธิพลศิลปะกรีก
  • เทวรูป

เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้น และตอนปลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพ และพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวารวดีที่ภาคใต้ของประเทศไทย มักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์ ซึ่งลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบทวารวดี จะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย เช่น พระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบมทุราและอมราวดี(พุทธศตวรรษที่ 6-9) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ด้วยพระหัตถ์ซ้ายด้านล่าง ผ้านุ่งและผ้าคาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโหสถ จะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะอินเดียหลังคุปตะ (ปัลลวะ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนเทวรูปรุ่นเก่าที่อำเภอศรีเทพจะมีอายุใกล้เคียงกัน และที่ศรีเทพนอกจากที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกฤษณะและพระนารายณ์ด้วย

สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมทวารวดีส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสร้างขึ้นในพุทธศาสนานิกายเถรวาท สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน เช่น วัดพระเมรุและเจดีย์จุลปะโทน จังหวัดนครปฐม บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง เช่น ก่อสร้างบริเวณฐานสถูป การก่อสร้างเจดีย์ในสมัยทวารวดีพบทั้งเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน

ศิลปะเมืองเก่าอยุธยา

Art of the Ayutthaya Old City

ในช่วง พ.ศ. 1894 ถึง พ.ศ. 2310 มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึงรัฐชานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และคาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน จึงทำให้พื้นที่ของอยุธยามีศิลปะที่ผสมผสานจากวัฒนธรรมอื่นๆ มากมาย ที่ยังคงปรากฏให้เราเห็นผ่านโบราณสถานในทุกวันนี้ 

  1. จิตรกรรม

จิตรกรรมยุคอยุธยานั้นจะสะท้อนความเชื่อทางพุทธศาสนาเป็นหลัก โดยวาดไว้บนฝาผนังอุโบสถ วิหาร และสมุดภาพ ใช้สีฝุ่นผสมกาว ระบายเรียบ และตัดเส้น ในระยะแรกใช้สีในวรรณะเอกรงค์ ต่อมาเมื่อมีการติดต่อกับต่างประเทศ ทำให้มีสีต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา นิยมเขียนเรื่องอดีตพุทธ พุทธประวัติ ทศชาติชาดก เทพชุมนุมและภาพลวดลายต่าง ๆ มีการปิดทองที่ภาพสำคัญและทำลายดอกไม้ร่วงที่พื้นหลังภาพ ลักษณะโดยรวมของงานจิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นคือ ยังคงใช้สีไม่มากนัก เทคนิคการเขียนสีลงบนรองพื้นสีขาว ระบายพื้นหลังตัวภาพด้วยสีแดง ตัวภาพมีการระบายสีขาว สีเนื้อและปิดทองคำเปลว ตัดเส้นด้วยสีดำหรือสีแดง

  1. สถาปัตยกรรม

นับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยานิยมสร้างปรางค์เป็นหลักประธานของวัด มีพระวิหารอยู่หน้าปรางค์ มีระเบียงคดล้อมรอบปรางค์ สถาปัตยกรรมยุคนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่มีช่องลมแบบซี่ลูกกรงที่เรียกว่า เสามะหวด หรือบางแห่งทำแบบสันเหลี่ยมมีอกเลา ทั้งยังมีการนิยมสร้างสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย โดยเฉพาะการสร้างเจดีย์ทรงกลม ที่เรียกว่า ทรงลังกา สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดศิลปกรรมแบบเขมร ศิลปกรรมยุคนี้เริ่มมีหน้าต่างเปิดปิดได้ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีการก่อสร้างซุ้มประตูหน้าต่างโค้งแหลมแบบกอทิก จะเก็นได้ว่ามีความผสมผสายศิลปะที่หลากหลายมากๆ

  1. ประติมากรรม

ศิลปะอยุธยายุคต้นสืบต่อจากศิลปะอู่ทองตอนปลาย รูปประติมากรรมมีทั้งรูปเทพเจ้าและพระพุทธรูป ลักษณะส่วนใหญ่เข้มแข็ง บึกบึน มีลักษณะผสมทั้งลพบุรี อู่ทองและสุโขทัย พระพุทธรูปมีพระวรกายทั้งหนาและบาง มีลักษณะท่าทางขึงขัง บัวรองฐานทำเป็นฐานแอ่นโค้ง พระพุทธรูปยุคกลางได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย มักทำวงพระพักตร์และพระรัศมีตามแบบสุโขทัย พระพุทธรูปยุคปลายมีการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบพระมหากษัตริย์ โดยมีอยู่ 2 แบบคือ พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ และพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย

เราทุกคนก็ทราบกันดีกว่าอาณาจักรอยุธยานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากที่สุด บ้านเมืองยิ่งใหญ่ดังที่ปรากฎผ่านโบราณสถานที่แม้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหนก็ยังคงมีเค้าโครงของความยิ่งใหญ่อยู่เสมอ