ศิลปะเขมรที่ปรากฎในไทย

ศิลปะเขมรที่ปรากฎในไทย

Khmer art found in Thailand

กัมพูชา หรือ เขมรนั้น เป้นบ้านพี่เมืองน้องกับไทยมายาวนาน แม้ว่าอาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สุดท้ายแล้วเราก็มีวัฒนธรรมอันดีงามร่วมกัน โดยเฉพาะศิลปะต่างๆ ที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่เสมอว่าเป็นของใคร ใครเป็นผู้เริ่มต้น จนลืมไปว่าในอดีตนั้นเรามีการติดต่อแลกเปลีย่นทางวัฒนธรรมในรุปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย สงครามต่างๆ ก็ทำให้มีการซึมซับเอาวัฒนธรรมมาผสมผสานกัน ซึ่งในบ้านเราก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฎศิลปะเขมรมากมาย จะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย

  1. พระปรางค์

ต้องยอมรับว่าพระปรางค์ในบ้านเรานั้นได้รับรูปแบบจากขอม โดยการสร้างพระปรางค์ของของอยู่บนพื้นฐานความเชื่อในศาสนาฮินดู ความเชื่อเรื่องจักรวาลในศาสนาพุทธและฮินดูมีความคล้ายคลึงกันมาก ในการสร้างพระปรางค์นั้นเป็นการดัดแปลงมาจากศิลปะขอม หรือเลียนแบบมาจากพระปรางค์โบราณที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย ได้มีการเลียนแบบลายของขอมมาใช้ประดับพระปรางค์ ก่อนที่จะพัฒนารูปแบบจนกลายเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ในที่สุด

  1. ปราสาทเมืองสิงห์ 

ปราสาทเมืองสิงห์แห่งนี้  ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในลัทธิมหายาน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 โดยฝีมือของช่างท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะขอม มีการวางแผนผังตามแบบคติจักรวาลอย่างสมบูรณ์ คล้ายกับแผนผังที่ปราสาทบายนในกัมพูชา ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงและฉาบทับด้วยปูนขาว มีการประดับลายปูนปั้นตามจุดต่างๆ เป็นหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์ของประเทศไทย กล่าวว่าสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรม คล้ายคลึงกับของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1720 – 1780) กษัตริย์นักสร้างปราสาทแห่งขอม  พบศิลปกรรมที่สำคัญยิ่งคือพระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และ นางปรัชญาปารมิตา และยังพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีอีกองค์หนึ่ง รูปลักษณ์คล้ายกับที่พบในประเทศกัมพูชา 

  1. พระระเบียง

ในทางสถาปัตยกรรมไทย พระระเบียงได้รับอิทธิพลมาจากขอม ซึ่งนิยมสร้างล้อมรอบเทวสถาน โดยเฉพาะปรางค์ปราสาท การล้อมรอบอยู่ในลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละด้านตรงกิ่งกลางจะทำเป็นซุ้มประตูทางเข้าที่เรียกว่า “โคปุระ” การสร้างระเบียงในวัดต่างๆ นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยและได้สืบทอดมายังสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ พระระเบียงทั่วไปนิยมสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มาบรรจบกันเป็นวง ทำให้ต้องเกิดเป็นมุมหักข้อศอกที่มุมทั้งสี่ด้าน จึงนิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “พระระเบียงคด” ซึ่งได้ถือเป็นแบบแผนที่นิยมใช้กันในงานสถาปัตยกรรมไทยแทบทุกสมัยเลย 

สิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องเรียนรู้มากกว่าการยึดโยงว่าศิลปะชิ้นนี้ใครเป็เจ้าของ คือการเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน การยอมรับว่าในยุคสมัยหนึ่งอาจจะมีการขยายอาณาเขตเข้าสู่พื้นที่ ทำให้มีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันนั่นเอง